SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
Ted Talks

ตัวเราในอนาคตอาจจะไม่ใช่คนที่เราคิด : 3 คำแนะนำช่วยตัดสินใจให้ดี เมื่อเราไม่มีทางรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

sopons
November 2, 2022 2 Mins Read
765 Views
0 Comments

แชนการ์ เวดันทัม (Shankar Vedantam) เป็นนักข่าว นักเขียน และนักข่าววิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรายการพอดแคสท์และผู้เขียนหนังสือ ‘Hidden Brain’ ได้เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาตอนเป็นเด็กว่าตัวเองรักการเล่นฟุตบอลมาก อยากเป็นนักบอลอาชีพ ถึงขั้นว่าตอนอายุ 12 ปี ไปเตะบอลแล้วเกิดอุบัติเหตุกระดูกร้าว กลับบ้านไม่ยอมบอกพ่อ ทนเจ็บเพราะพรุ่งนี้พ่อจะพาไปดูหนังที่โรงเกี่ยวกับนักฟุตบอลบราซิลที่ตัวเองชื่นชอบ

วันต่อมาหลังจากกัดฟันทนความเจ็บปวดและดูหนังจนจบ เขาก็สารภาพกับพ่อว่าตัวเองเจ็บเท้า และแน่นอนก็โดนเข้าเฝือกหลังจากไปหาหมอหลังจากนั้น

แต่ผ่านมาสี่สิบปี เวดันทัมในวัย 53 ปี ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้สนใจหรือเป็นแฟนของกีฬาชนิดนี้แล้วด้วยซ้ำ

เชื่อว่าเราทุกคนเคยมีความฝันตอนเป็นเด็ก และพอโตมามันก็หายไป เราเคยคิดอยู่ตลอดว่าโตมาจะเป็นคนยังไง ทำอาชีพอะไร แต่พอถึงเวลาจริง ๆ กลับไม่ใกล้เคียงเลย

เวดันทัมบอกว่าเขาในวัย 12 ปีคงรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่เขาจะโตมาเป็นแบบนี้ ถึงขั้นอาจจะรู้สึกว่าถูกเขาในวัยผู้ใหญ่หักหลังด้วยซ้ำ

หลายคนอาจบอกว่าก็มันตั้ง 40 ปีแล้ว จะเอาอะไรกับความฝันแบบเด็ก ๆ นั้นหล่ะะ เวดันทัมบอกว่างั้นลองดูตอนที่เขาอายุ 22 ปีก็ได้ หลังจากที่เรียนจบสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยทางตอนใต้ของอินเดีย เขาไม่มีทางรู้เลยว่า 30 ปีต่อมาเขาจะมาอยู่ที่ประเทศอเมริกาและกลายเป็นนักข่าวและคนทำคอนเทนท์พอดแคสต์ ‘Hidden Brain’ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาในชีวิตประจำวันของเรา

เราไม่มีทางรู้อนาคตได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

ความย้อนแย้งคือถ้าเรามองไปข้างหลัง เราจะเห็นว่าเรามาถึงตรงนี้ได้ยัง เราเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแล้วจากหลายปีที่ผ่านมา (เอาง่าย ๆ แค่ช่วงโควิดระบาดสามปี หลายคนเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง)

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมบางอย่างในอนาคตเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างเช่นเทคโนโลยี AI หรือผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่มีแต่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ แต่พอดูตัวเราเองตอนนี้กับตัวเองในอนาคตอีก 10, 20, 30, 40 ปีข้างหน้า เรากลับมองว่าตัวเราก็จะเป็นแบบนี้แหละ จะเป็นคนดีคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่จริงเลย

นี่คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Illusion of Continuity’ หรือภาพลวงตาของเหตุการณ์ต่อเนื่อง เราจะเห็นตัวเองแก่ลง ผมขาวเยอะขึ้น แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังเป็นคนเดิมอยู่ แนวคิดหรือหลักการณ์ของการใช้ชีวิตก็จะไม่เปลี่ยนไป เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเหมือนอย่างการมองย้อนกลับไปในอดีตนั่นเอง

เวดันทัมยกตัวอย่างเรื่องราวของสามีภรรยา จอห์น รินกา และ สเตฟานี่ รินกา ว่าทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1971 จอห์นอายุ 22 ปีและสเตฟานี่อายุ 19 ปี ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่เมืองชนบทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง โดนจอห์นทำงานเป็นคุณครูและสเตฟานี่เป็นพยาบาล ด้วยความที่เมืองนี้เล็กมาก ๆ สเตฟานี่เลยไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้านอยู่บ่อย ส่วนใหญ่คนไข้ที่เธอพบก็จะป่วยหนักลุกไปไหนไม่ได้ บางคนป่วยติดเตียง มะเร็งช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพชีวิตไม่ดีสักเท่าไหร่

เมื่อไหร่ก็ตามที่สเตฟานี่กลับมาที่บ้านหลังจากไปพบผู้ป่วยหนัก เธอจะบอกกับสามีว่าถ้าเธอป่วยหนักมาก ๆ จนไม่สามารถไปไหนได้ อย่ายื้อชีวิตเธอให้เจ็บปวดเลยปล่อยให้เธอตายไปคือสิ่งที่เธอต้องการ เธอให้ความสำคัญกับคุณภาพของชีวิตมากกว่าชีวิตที่ยืนยาว ดราม่าหนัก ๆ บางทีก็บอกจอห์น “ถ้าฉันป่วยขนาดนั้น ยิงฉันเลยนะ ยิงเลย”

จอห์นก็มองหน้าภรรยาสุดที่รักที่ยังแข็งแรงดีอยู่บอก “โอเค สเตฟ โอเค”

เวลาผ่านมาหลายสิบปีเข้าสู่ช่วงวัยห้าสิบ สเตฟานี่เริ่มป่วย มีอาการลิ้นรัวผู้ไม่ชัดจึงไปหาหมอ ปรากฏว่าเธอป่วยเป็นโรค ALS หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินประสาทและทำให้ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด ส่วนใหญ่แล้วจะเสียชีวิตภายใน 3-5 ปี เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว (บางคนก็อยู่ได้นานถึงสิบปีแล้วแต่การดูแลสุขภาพของแต่ละคนด้วย)

หมอบอกว่าวันหนึ่งสเตฟานี่จะไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ สเตฟานี่รับรู้และพยายามใช้เวลาที่เหลือน้อยนิดของเธอกับคนที่เธอรัก ครอบครัว ท่องเที่ยว ไปทะเล อยู่กับสามี

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็เริ่มหายใจติดขัด หอบเหนื่อย จอห์นตัดสินใจพาเธอไปโรงพยาบาล พยาบาลก็ถามว่า “สเตฟานี่ คุณอยากใส่เครื่องช่วยหายใจไหม?” และสเตฟานี่ก็บอกว่า ‘YES!’

จอห์นก็งง เพราะพวกเขาคุยเรื่องนี้มาหลายสิบปี สเตฟานี่บอกเขาตลอดว่าอย่าให้เธอทรมาน เช้าวันต่อมาเขาเลยถามเธอเพื่อความแน่ใจ “สเตฟ เมื่อวานที่พยาบาลถามว่าจะใส่เครื่องช่วยหายใจ คุณต้องการใส่จริง ๆ เหรอ?”

สเตฟานี่ตอบว่า “ใช่แล้ว”

สเตฟานี่ในวัยที่แข็งแรง ไม่มีทางรู้ว่าสเตฟานี่ที่ป่วยและกำลังจะตายต้องการอะไร เธอตอนนี้มองย้อนกับไปยังตัวเองในวัย 20 ก็คือคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ส่วนเธอในวัย 20 ก็อาจจะมองเธอในตอนนี้ว่าเป็นคนขี้ขลาดและจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาดถ้าเวลาของตัวเองมาถึง


มีคำถามเชิงปรัชญาที่ยังถกเถียงกันอยู่จนถึงตอนนี้ชื่อ ‘เรือของธีเซียส’

คำถามคือ ‘ธีเซียสนักรบผู้ยิ่งใหญ่เดินทางกลับมาจากการไปล่าสมบัติ เรือของเขาถูกผูกไว้ที่ท่าเรือเพื่อเป็นอนุสรณ์ ต่อมาหลายสิบปีเรือเริ่มผุ คนก็เริ่มแกะและซ่อมแซมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งทุกส่วนของเรือของธีเซียสนั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือ ไม้ผ้า เสากระโดงเรือ ผ้าใบ หรือแม้แต่ตะปู แล้วถ้าทุกอย่างของเรือของธีเซียสนั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด มันยังถือว่าเป็นเรือของธีเซียสอยู่รึเปล่า? และถ้าเอาของเก่าทุกส่วนของเรือไปซ่อมแซมแล้วนำมาสร้างใหม่อันไหนกันแน่คือเรือของธีเซียส”

เวดันทัมแสดงความเห็นว่าเราทุกคนเป็นเรื่อของธีเซียส เซลล์ในร่างกายของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีต่อจากนี้เราจะไม่มีเซลล์ที่มีในวันนี้อีกต่อไป ทางเชิงชีววิทยาแล้วเราคือคนใหม่ ไม่ใช่คนเดิมเมื่อสิบปีก่อน หลายคนอาจจะเถียงว่าไม่จริงหรอก เรายังเป็นเรานี่แหละ มันอยู่ที่ตัวเราไม่ใช่อยู่ที่เซลล์ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นในเชิงจิตวิทยา เราไม่ได้สร้างใหม่เพียงเท่านั้น แต่เราถูกสร้างทับของเดิมเป็นเลเยอร์ที่แตกต่างเติมขึ้นไป ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากการทับถมของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หลักแนวคิดเรื่อง ‘Brain Plasticity’ ความยืดหยุ่นของสมองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเรากลายเป็นคนใหม่เรื่อย ๆ

เราเมื่ออายุ 12 ปีอยากเป็นนักฟุตบอล เมื่ออายุ 52 ปีเป็นนักเขียน อายุ 82 ปีอาจจะแค่อยากตื่นมามองทะเลทุกวันก็ได้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ยกตัวอย่างกฎหมายบางอย่างเช่นการแบ่งแยกสีผิวในอเมริกาที่เคยถูกใช้จริง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง หรือกฎหมายทาสทำที่ให้มนุษย์คนหนึ่งเป็นเพียงสิ่งของตีเป็นมูลค่า ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เมื่อช่วงจังหวะหนึ่งของประวัติศาสตร์อันเลวร้ายเคยเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ทางสังคม

มนุษย์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ในระดับปัจเจกแต่ในระดับสังคม ประเทศ และโลกด้วย

บางอย่างที่เคยถูกมองว่าดี วันหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายและเหลวไหลก็ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เกิดจากการที่เราในวันนี้มองว่าอนาคตจะเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปนั่นแหละ


เวดันทัมให้คำแนะนำสามข้อซึ่งจะช่วยทำให้เรารับมือกับปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเชื่อว่าทุกคนอยากให้ตัวเองในอนาคตมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าตัวเราในอนาคตอาจจะไม่ใช่คนที่เราคิดหล่ะจะทำยังไง จะรู้ได้ยังไงว่าอีก 30 ปีมองย้อนกลับมาแล้วจะไม่ด่าตัวเองในวันนี้?

  1. เมื่อเรารู้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงเป็นอีกคนหนึ่งใน 10,20,30,40 ปีข้างหน้า เราก็ควรวางโครงสร้าง วางแพลนให้ตัวเองในอนาคตว่าควรออกมาประมาณไหน เป็น ‘curator’ หรือ ผู้ดูแล ทำอาชีพเป็นนักปั้นมือทอง ใช้เวลากับสิ่งที่เราไม่รู้บ้าง ขยายขอบเขตสิ่งที่เราสนใจ (อย่ามุ่งแต่อย่างเดียว) เพราะคุณจะเป็นคนใหม่ เพราะฉะนั้นคุณในตอนนี้ก็เตรียมการเอาไว้เลย พยายามลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  2. อย่ามั่นใจอะไรมากเกินไปและอย่าลืมเรื่องมนุษยธรรม โอ้วววว…เราเห็นมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นความเห็นเรื่องการเมือง เรื่องความเชื่อ เรื่องความโกรธ เกลียด ต่าง ๆ นานา เราแสดงความคิดเห็นได้ครับ แต่อย่าลืมอดีตมักกลับมาทำร้ายปัจจุบันและอนาคตได้เสมอ ตอนนี้ไม่ใช่ตลอดไป
  3. จงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง จริงอยู่ยิ่งเราโตขึ้น แก่ตัวขึ้น ร่างกายหรือสุขภาพของเราก็อ่อนแอลงเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ก็อย่าลืมว่าระหว่างทางเราก็ได้สะสมประสบการณ์ความรู้และกรอบแนวคิดหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 10 หรือ 20 ปีก่อนเช่นกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าบางทีเราให้เครดิตตัวเองน้อยไป เมื่อเจอโอกาสหรือความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามาก็บอกตัวเองว่า ‘ทำไม่ได้หรอก ฉันทำไม่ได้’ ซึ่งก็อาจจะเป็นความจริงที่ตอนนี้ ‘ยัง’ ทำไม่ได้ แต่ตัวเราในวันพรุ่งนี้หรืออีก 10 ปีต่อจากนี้อาจจะทำได้ก็ได้

แม้เราไม่มีทางรู้ว่าอนาคตของเราจะเป็นยังไง เราอาจจะไม่ใช่ตัวเราที่คิดในตอนนี้ แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าลองทำตามคำแนะนำสามข้อของเวดันทัมผ่านไปสัก 20-30 ปีมองย้อนกลับมา ตัวเราในอนาคตมีโอกาสที่จะบอก ‘ขอบคุณ’ ตัวเราตอนนี้มากที่ทำให้มาถึงจุดนี้ มากกว่ารู้สึกว่าถูกหักหลัง ไม่ทำให้ดีกว่านี้

Shankar Vedantam: You don’t actually know what your future self wants | TED Talk

Tags:

featuredfuture selfHidden BrainIllusion of ContinuityinspirationShip of TheseusShip of Theseus' paradoxted talkTheseus' paradoxเราจะรู้ได้ยังไงว่าอนาคตต้องการอะไรเราเปลี่ยนแปลงเสมอเรือของ Theseusเรือของธีเซียสแชนการ์ เวดันทัมแรงบันดาลใจ

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

‘พลังของความเสียดาย’ : เล่มนี้จะ ‘เสียดาย’ ถ้าไม่ได้อ่าน

Next

ความสร้างสรรค์เกิดจากการตั้งคำถาม ​: บางอย่างที่น่าเบื่อ ก็สามารถดลใจให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้

Next
November 3, 2022

ความสร้างสรรค์เกิดจากการตั้งคำถาม ​: บางอย่างที่น่าเบื่อ ก็สามารถดลใจให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้

Previews
October 29, 2022

‘พลังของความเสียดาย’ : เล่มนี้จะ ‘เสียดาย’ ถ้าไม่ได้อ่าน

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

6 บทเรียนการถูกปฏิเสธ 100 ครั้ง ​: ชีวิตที่คุณต้องการอาจจะห่างออกไปแค่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว

by sopons
October 24, 2022

Anne Scherer : ทำไมเราถึงซื่อสัตย์ต่อเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ด้วยกัน

by sopons
October 21, 2021
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact