SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
FeaturedScience

ฝันนั้นสำคัญไฉน? ทำไมความฝันจึงจำเป็นในชีวิตของเรา

sopons
October 30, 2020 2 Mins Read
389 Views
0 Comments

“ตื่นขึ้นมาจากฝันดีๆ ในตอนตีสี่
ทั้งที่ไม่ได้คิดเรื่องอะไร บอกกับตัวเอง
เวลานี้ พยายามจะหลับตา
แต่ก็ทำไม่ได้สักทีไม่รู้ทำไม
ยังทำได้เพียงแค่สงสัยเป็นอะไร
ที่ฉันเองพยายามนอนหลับตา […]”

เนื้อร้องบางส่วนจากเพลง ’04:00 ของเดอะทอย’ เป็นประสบการณ์ที่เราทุกคนนั้นเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ความรู้สึกที่กำลังนอนฝันถึงเรื่องดีๆแล้วก็ต้องมีอะไรมาขัด ไม่สะดุ้งตื่นเองก็ต้องมีอะไรมาขัดจังหวะในตอนที่ปลายด้ายกำลังจะเข้าเข็ม ความรู้สึกมันคล้ายกับการดูซีรี่ย์ที่กำลังสนุกแล้วตัดจบตอน “to be continued” อาทิตย์หน้า แต่ต่างกันตรงที่ว่าความฝันที่ขาดระหว่างทางนั้นจะต่อสะพานให้จบคงเป็นเรื่องยาก ยิ่งถ้าใครเป็นพ่อเป็นแม่ที่นอนบนเตียงเดียวกับลูก (เหมือนผม) ก็จะรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกเช้า

มันดูเป็นคำบ่นที่ไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่ เพราะเรามมักคิดว่าการนอนหลับแล้ว “ฝัน” เท่าที่ผ่านมานั้นไม่ได้ถูกมองข้ามมาตลอด ไม่เหมือนกับการนอนหลับลึกที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้จากผลการวิจัยและตัวอย่างที่เพิ่งถูกเปิดเผยดูเหมือนว่า “ความฝัน” นั้นจะเป็นอะไรที่มากกว่าการผจญภัยยามนิทรา การนอนหลับช่วง REM (Rapid Eye Movement Sleep) คือช่วงที่กำลังดำดิ่งสู่ความฝัน) นั้นสำคัญต่อการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ มันสามารถทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นในหลายๆด้าน เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าความฝันนั้นจำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของเรามากเลยก็ว่าได้


การนอนหลับไม่เพียงพอเรื้อรังนั้นเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่มีลูกเล็กแค่เท่านั้น การดื่มเหล้าจนเมา การเสพยาเสพติด การใช้ยานอนหลับที่กดประสาท หรือแม้แต่การใช้นาฬิกาปลุกในตอนเช้าล้วนเป็นการขัดจังหวะช่วงพีคของความฝันทั้งนั้น ซึ่งในตอนนี้ทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าการนอนหลับอย่างเต็มที่ถือสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพที่ดี การนอนหลับไม่เพียงพอนอกจากจะสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจ อารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคง มันยังไปปั่นป่วนระบบย่อยอาหารทำให้เป็นโรคอ้วนและเบาหวาน แถมยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรค Alzheimer รวมไปถึงโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆอย่างโรคซึมเศร้าอีกด้วย

จากสิ่งที่เรารู้ตอนนี้เกี่ยวกับการนอนหลับที่ดีคือต้องนอนอย่างน้อยประมาณ 7-9 ชั่วโมงในหนึ่งคืน ปัญหาคือ…มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น จากแบบสอบถามที่ทำมามีกลุ่มมคนจำนวนเพียง 35% เท่านั้นในประเทศอเมริกาที่สามารถนอนได้แบบนั้นทุกคืน และตัวเลขนี้ก็น้อยลงเรื่อยๆเพราะคนในยุคนี้มีกิจกรรมมให้ทำก่อนนอนมากมาย ไหนจะโซเชียลไปจนกระทั่ง Netflix กว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่งตีสอง นอนกันเยอะสุดคืนหนึ่ง 5 – 6 ชั่วโมงก็ถือว่าหรูหรามากแล้ว การนอนหลับที่ไม่เพียงพอจึงกลายเป็นโรคระบาดอันร้ายแรงของโลกยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เรามักไม่ค่อยใส่ใจกับการนอนหลับถ้าเทียบกับเรื่องสุขภาพในด้านอื่น (เช่นการกิน การออกกำลังกาย ฯลฯ)​ ส่วนมากแล้วคนจะเชื่อว่านอนสัก 6 ชั่วโมงก็เหลือเฟือแล้วเพราะถ้าหลับลึก (ในช่วงแรกๆของการนอนหลับ) ก็ทำให้ตื่นมาสดชื่นได้ แต่ถ้าเราขุดลึกลงไปอีกถึงผลกระทบของการนอนหลับที่มีต่อสุขภาพของเรา แนวคิดนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลยสักนิดเดียว เพราะในตอนนี้เราอาจจะไม่ได้แค่ “นอนไม่พอ” แต่เรากำลัง “ฝันไม่พอ” อีกด้วย ตามคำกล่าวของ Rubin Naiman ที่ทำงานที่ Arizona Center for Integrative Medicine เมือง Tucson


เริ่มต้นที่ระบบการนอนของคนทั่วไป การนอนมีรอบการของระยะการหลับอยู่ที่ประมาณ 90 นาทีต่อรอบ ในหนึ่งรอบนั้นจะมี Non-REM อยู่สามระยะที่คลื่นสมองจะสงบและขยับตัวอย่างแบบเป็นจังหวะเท่าๆกัน ซึ่งก็ค่อยๆเข้าสู่การนอนหลับลึกนั้นเอง หลังจากที่ผ่านช่วงนั้นมา คลื่นสมมองก็จะเริ่มเปลี่ยนจังหวะอีกครั้งหนึ่ง ลูกตาของเราจะกรอกไปมาใต้เปลือกตา กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ของร่างกายจะเกร็งแข็งเพื่อไม่ให้เราขยับตัวเหมือนกับที่กำลังฝันอยู่ นี่คือ REM Sleep และระยะเวลาที่อยู่ในช่วงนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนรอบของการนอนหลับในแต่ละคืน เพราะฉะนั้นช่วงเช้าตรู่เกือบทั้งรอบ 90 นาทีจะกลายเป็น REM Sleep และถึงแม้ว่าเราจะฝันในช่วงอื่นของการนอนหลับ แต่ก็ฝันที่น่าเบื่อไม่มีอะไรตื่นเต้น ไม่มีอารมมณ์ความรู้สึก หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นฝันที่น่าเบื่อ แถมเป็นความฝันที่เรามักจำไม่เคยได้ ส่วน REM Sleep คือช่วงเวลาที่ความฝันแปลกๆเกิดขึ้น การกระโดดขึ้นขี่คอไดโนเสาร์ต่อสู้กับหุ่นยนต์จากดาวยูเรก้าก็เกิดขึ้นในตอนนี้ การเดินจับมือกับคนที่เราแอบชอบ ฯลฯ มันเป็นช่วงที่เหตุการณ์แปลกๆเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึก และถ้าช่วงเวลานี้ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงนาฬิกาปลุก (หรืออย่างของผมก็เป็นเสียงลูกร้อง) ทุกอย่างก็หายไปหมด

ผลกระทบบางส่วนที่เกิดจากการ “ฝันไม่พอ” นั้นเกี่ยวกับการเรียนรู้ ความจำ และความคิดสร้างสรรค์​ ที่มหาวิทยาลัย McGill University ในเมือง Montreal ทีมของนักวิจัยและศาสตราจารย์ Sylvain Williams ได้ทำการทดลองในหนูเพื่อพิสูจน์ถึงผลกระทบจากการขาด REM Sleep โดยเขาบอกว่า

“เรารู้อยู่แล้วว่าข้อมูลใหม่นั้นถูกจัดเก็บในรูปแบบของความทรงจำที่แตกต่างกัน สภาพแวดล้อมและความรู้สึก (spatial/emotional) ก่อนที่จะถูกบันทึกเก็บไว้ในสมองของเรา โดยขั้นตอนนี้เป็นปริศนาที่ไม่ีใครรู้เลยว่ามันทำงานยังไง จนถึงตอนนี้ เราสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า REM Sleep นั้นเป็นส่วนสำคัญของความทรงจำในส่วนข้อมูลสภาพแวดล้อมและสิ่งรอบตัวในหนูทดลอง”

Sylvain Williams และทีมของเขาใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Optogenetics ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถควบคุมนิวรอนในจุดที่เจาะจงของสมองด้วยแสง แล้วใช้มันเพื่อควบคุมนิวรอนที่อยู่ในสมองส่วน hippocampus ที่เปรียบเสมือน GPS ของสมองและมีหน้าที่จดจำสิ่งต่างๆรอบตัว โดยในการทดลอง หนูตัวหนึ่งจะถูกฝึกให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย แล้ววางสิ่งของที่มีลักษณะและขนาดเท่าๆกันสองชิ้นวางไว้ด้วยกัน (อันหนึ่งเก่า อีกอันหนึ่งใหม่) โดยปกติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือหนูตัวนี้จะใช้เวลากับสิ่งของใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมากกว่าอันเก่า ซึ่งเป็นการแสดงถึงการจดจำและเรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ พอเจ้าหนูตัวนี้หลับอยู่ในช่วง REM Sleep ทีมนักวิจัยก็ใช้แสงควบคุมนิวรอนที่ทำงานเกี่ยวกับความจำเพื่อดูว่ามันเกี่ยวข้องกับการสร้างความทรงจำระยะยาวรึเปล่า วันต่อมาเมื่อเจ้าหนูตัวนี้ถูกวางกลับสู่ที่เดิม ดูเหมือนว่ามันจำสิ่งของเมื่อวานไม่ได้เลย เหมือนความทรงจำนั้นจะถูกลบไปหรืออย่างน้อยๆก็ไม่สมบูรณ์เหมือนหนูในกลุ่มควบคุม แต่ถ้าเกิดว่าพวกเขาทำการทดลองระหว่างที่หนูนั้นตื่นอยู่หรือในช่วงที่เป็น non-REM Sleep หนูตัวนั้นกลับจำได้และไม่มีผลกระทบอะไรเลยกับความจำระยะยาว เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่เหตุบังเอิญที่ธรรมชาติสร้าง REM Sleep ขึ้นมา


ประโยชน์ข้อต่อไปของ REM Sleep และความฝันคือมันยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในตัวเราให้ตื่นขึ้นมาด้วย Sara Mednick นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย University of California, Irvine ได้ทำการทดลองโดยแยกคนเป็นสองกลุ่มให้นอนพักโดยกลุ่มหนึ่งให้หลับลึกแล้วไม่เข้าสู่ช่วง REM Sleep ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งปล่อยให้นอนโดยมี REM Sleep เมื่ออาสาสมัครตื่นขึ้นมาก็ต้องหาคำที่เชื่อมต่อระหว่างคำอื่นๆสามคำ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “กรุงเทพฯ” “ต้มยำกุ้ง” และ “วัดพระแก้ว” ก็จะมีคำว่า “ประเทศไทย” เป็นคำเชื่อมระหว่างสามคำนี้ ผลที่ได้คือคนที่นอนแบบมี REM Sleep นั้นตอบได้ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน

ซึ่งถ้าลองคิดดูให้ดีมันก็เหตุผลอีกเช่นกัน เพราะเวลาเราฝันมักจับเรื่องโน้นมาผสมกับเรื่องนี้ เชื่อมโยงกันได้แบบแปลกๆ อย่างบางครั้งผมฝันว่าไปวิ่งอยู่บนดวงจันทร์กับน้องหมาที่บ้านที่พูดภาษาต่างดาว…ครับ…ฝันของผมก็จะประหลาดเหมือนทุกคนนั้นแหละ นี่อาจจะเป็นเพราะว่า REM Sleep นั้นบังคับให้เราเข้าสู่โหมดความคิดสร้างสรรค์โดยไม่รู้ตัว

นี่เป็นการเปิดประตูสู่หน้าที่ของความฝันเลยก็ว่าได้ สำหรับหลายคนที่มีความเชื่อว่าความฝันเป็นเรื่องต้องห้าม (ตามหลักความเชื่อมากมาย) มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นมากพอว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร

Robert Stickgold นักวิจัยที่ Harvard Medical School นั้นบอกว่าความฝันนั้นเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

“เหตุผลหนึ่งที่เราฝันคือมันทำให้เรามีอารมณ์ตอบโต้ต่อสถานการณ์ต่างๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สมองต้องเลือกระหว่างการแปลความหมายของการตอบสนองหลายๆอย่าง”

โดยสมมุติว่าวันนหนึ่งคุณมีเรื่องให้ต้องคิดหนัก การนอนหลับฝันแล้วสมองของเราได้เห็นถึงปฏิกิริยาที่เรามีต่อสถานการณ์นั้น (เหมือนเป็นการจำลองเหตุการณ์) แล้ววันต่อมาการตัดสินใจต่างๆก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้น ซึ่งหลายคนมักได้ยินคนพูดว่า “ไปนอนคิดดูก่อน” (Sleep on it) ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พูดอีกอย่างคือมันเป็นระบบของธรรมชาติที่ช่วยเยียวยาและทำให้เรารับมือกับเรื่องลำบากที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

มีหลักฐานหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนนไอเดียนี้ ดอกเตอร์ Rosalind Cartwright ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเคยเขียนรายงานเกี่ยวกับความฝันของผู้หญิงที่มีภาวะซึมเศร้าหลังการหย่าร้างว่าผู้หญิงที่ฝันร้ายเกี่ยวกับคนรักเก่าบ่อยครั้งจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ภายในเวลาหนึ่งปีเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเหมือนเป็นระบบปรับสภาวะทางอารมณ์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากข้างใน มันเป็นการโอบรับและค่อยๆซึมซับความรู้สึกแย่ๆเอาไว้นั้นเอง

ตอนนี้ที่เราเห็นถึงประโยชน์ของของความฝัน แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือมีพฤติกรรมหลายอย่างเหลือเกินที่ทำให้มันน้อยเกินไปในชีวิต นอกจากการนอนดึกตื่นเช้าเพราะงานและลักษณะการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่แล้ว (โดยมีสถิติบอกว่าคนมากกว่า 60% ใช้นาฬิกาปลุกเพื่อการตื่นนอน) การดื่มแอลกอฮอล์ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราฝันไม่เพียงพอ การดื่มเหล้าจนเมาหมดสติ หรือแม้แต่ดื่มจนเมาเล็กน้อย จังหวะการนอนของคุณจะเปลี่ยนไปทันที รอบของจังหวะการนอน 90 นาทีแรกของ REM Sleep จะถูกเลื่อนออกไปและกระทบกับรอบถัดไปด้วย หลายคนใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้หลับง่ายขึ้นแต่ก็ไม่เคยคิดถึงผลข้างเคียงที่ตามมาภายหลัง เพราะมันคือการพยายามทำให้ตัวเองนอนหลับให้ลึกและกดช่วง REM Sleep ให้น้อยที่สุด

ยาเสพติดชนิดต่างๆหรือยานอนหลับชนิดกดประสาทก็ไม่ต่างกัน การเมายาแล้วหลับไปแน่นอนว่าความต้องกระทบกับวงจรการนอนหลับและความฝัน ตัวยาเหล่านี้ทำให้หลับลึกก่อให้เกิดผลค้างเขียงที่คล้ายกัน ถึงแม้ในบางกรณีก็เป็นเรื่องจำเป็นโดยเฉพาะโรคซึมเศร้าที่สามารถก่อให้เกิด REM Sleep ที่มากจนเกินไป

ความรู้ใหม่เกี่ยวกับ REM Sleep ช่วยทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของความฝันในช่วงเวลาหลับตามมากยิ่งขึ้น การใช้ชีวิตปัจจุบันนั้นมีเรื่องให้ทำมากมายและแน่นอนว่ามันไปเบียดเบียนเวลาของความฝันที่เคยมี ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานอ้างอิงมากมายแต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่เชื่อและต่อต้านไอเดียของความสำคัญของ REM Sleep เพราะหลักฐานในห้องแลปนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่เหมือนกับการไม่ได้นอนหลับลึกที่วันต่อมาเราจะรู้สึกง่วงมากกว่าปกติ การสูญเสียช่วง REM Sleep นั้นส่งผลกระทบที่มองเห็นยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรละเลยและไม่เห็นคุณค่าของมันเลย


ย้อนกลับไปที่บนเพลง 04:00 ของเดอะทอยอีกครั้ง ถ้าอ้างอิงตามหลักฐานเกี่ยวกับประโยชน์ของ REM Sleep แล้วหล่ะก็ อีกไม่นานเกินปีคนที่บนเพลงพูดถึงนั้นสภาพจิตใจจะฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงอีกครั้งอย่างแน่นอน

Tags:

dreamnon-REMRapid Eye Movement SleepREMsleepความฝันความสำคัญทำไมฝันถึงดีนอนไม่พอฝันไม่พอ

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

เมื่อ Cybersecurity กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จของธุรกิจยุคใหม่

Next

Here to help – AI อยู่นี่แล้วนะคุณลูกค้า

Next
October 31, 2020

Here to help – AI อยู่นี่แล้วนะคุณลูกค้า

Previews
October 30, 2020

เมื่อ Cybersecurity กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จของธุรกิจยุคใหม่

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

แม้ไม่ได้อย่างที่ฝัน อาจไม่แย่อย่างที่คิด : อย่าปล่อยให้ความผิดหวังทำลายตัวตนและคุณค่าของเราเอง

by sopons
September 20, 2022
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact