SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
TechThoughtsTravel

สุขภาพหรือเสรีภาพ? เมื่อ Covid-19 ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องแลกมาด้วยข้อมูลส่วนตัว

sopons
October 17, 2020 One Min Read
308 Views
0 Comments

“ไทยชนะ” ชื่อนี้นำมาซึ่งความรู้สึกที่ป่วนหัวใจ

ไม่ใช่เพราะชื่อที่กำกวม เต็มไปด้วยคำถาม เราชนะใคร? ชนะอะไร? เรากำลังแข่งอะไรเหรอ? แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่ว่าเดินไปที่ไหนในตอนนี้ก็ต้องเห็น QR Code ที่ต้องแสกนก่อนเข้าไปใช้บริการในสถานที่ต่างๆ ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านตัดผม ร้านขนม ร้านกาแฟ ร้านขายยา ร้านข้าวแกง ถ้าอีกหน่อยมีติดหน้าหมู่บ้านให้แสกนก่อนเข้าก็คงไม่แปลกใจสักเท่าไหร่

ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของความวุ่นวาย ควานหาสมาร์ทโฟนในกระเป๋าสะพายออกมาตลอดเวลา แต่มันเป็นการตั้งคำถามต่อเรื่องของข้อมูลความเป็นส่วนตัวซะมากกว่า เพราะหลายครั้งที่เข้าไปสถานที่เหล่านี้ถ้าไม่อยากยุ่งยากแสกน QR ก็ต้องเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อ ซึ่งในมุมมองของความปลอดภัยแล้วข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ในมุมมองของธุรกิจแล้วมันเป็นขุมทองมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว แถมยังมีเรื่องของความเป็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ข่าวที่ออกไปเมื่อไม่นานมานี้ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อถือวิสาสะนำเบอร์ส่วนตัวของลูกค้าที่เขียนตอนเข้าร้านมาเพิ่มเพื่อนแล้วทักไปจีบเชิงชู้สาวนั้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้ มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หลายคนอาจจะบอกว่านี่มันเป็นการกระทำส่วนบุคคลและไม่ได้บ่งบอกถึงภาพใหญ่ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่อยากสื่อก็คือเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลที่เข้าถึงได้โดยง่าย ขนาดพนักงานสะดวกซื้อก็ยังเอาไปได้ แล้วนับประสาอะไรกับผู้มีอำนาจทั้งภาครัฐและเอกชนถ้าพวกเขาต้องการข้อมูลเหล่านี้? แล้วเราจะเชื่อได้ยังไงว่ามันจะปลอดภัยในอนาคต

สิ่งหนึ่งทีเราไม่มีทางรู้เลยก็คือตอนจบของ Covid-19 ว่าจะมาเมื่อไหร่และจะมาในรูปแบบไหน คงเป็นไปได้อย่างที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมโดยไร้วัคซีน (ซึ่งก็ไม่รู้อีกนั้นแหละว่าเมื่อไหร่จะมา) แต่จากที่เห็นในตอนนี้วิธีการที่ดีที่สุดในการต่อกรกับไวรัสร้ายก็คือการติดตามว่ามันมีโอกาสแพร่กระจายไปไหนบ้างและในบางกรณีก็ต้องบังคับให้ประชาชนบางส่วนกักตัวลำพังในพื้นที่ที่จัดเตรียมเอาไว้ให้

ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่า “Contact Tracing” บ่อยขึ้นตามบทความและเนื้อข่าวต่างๆ ซึ่งไอเดียของมันก็คือการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยว่าไปเจอใครมาบ้าง ที่ผ่านมาเดินทางไปที่ไหน ฯลฯ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องยากเพราะขึ้นอยู่กับความจำของคนๆนั้นว่าจดจำรายละเอียดได้มากขนาดไหนและความเชี่ยวชาญของผู้สอบถามอีกด้วย

เพราะฉะนั้นด้วยขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และงานที่หนัก การทำ Contract Tracing โดยมนุษย์นั้นจึงเป็นเรื่องยาก จึงนำมาซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อตรวจสอบว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขนาดไหน ไปเจอใครที่มีความเสี่ยงมาบ้างรึเปล่า ซึ่งไอเดียนี้ก็เริ่มถูกนำไปใช้ในหลายๆที่และก็มีประสิทธิภาพในระดับที่เป็นเรื่องน่าพอใจ

ตัวอย่างของบ้านเราที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือแอพพลิเคชั่น “หมอชนะ” เป็นแอพเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชน เพื่อประเมินความเสี่ยงได้ว่า ในบริเวณนั้นมีผู้ป่วย Covid-19 หรือไม่ โดยเก็บข้อมูลจาก GPS และ Bluetooth โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือหนึ่งส่วนประเมินความเสี่ยงของตัวเอง และสองคือแจ้งเตือนเมื่อผู้ใช้งานนั้นเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงที่มีผู้ติดเชื้อ Covid-19

หลังจากโหลดแอพแล้วก็สามารถทำแบบสอบถาม แอพก็จะจัดหมวดหมู่ให้ผู้ใช้งาน (เขียว, เหลือง, ส้ม, แดง ตามความเสี่ยงและคำตอบที่ให้) โดยการประมวลผลส่งไปยังระบบ ผู้ใช้คนอื่นๆจะมองไม่เห็นว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหนบ้าง แต่จะมีการแจ้งเตือนหากเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเพียงเท่านั้น การใช้งานเบื้องต้นคือถ่ายรูปของตัวเองแล้วก็เปิดให้แอพเข้าใช้โลเคชั่นของโทรศัพท์พร้อมกับเปิด Bluetooth เพียงแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องใส่เลขบัตรหรือชื่อนามสกุลใดๆ ทางทีมผู้พัฒนาระบุว่า

“ตัวโค้ดของแอพเป็นโอเพนซอร์สให้ตรวจสอบได้ ส่วนข้อมูลที่บันทึกเข้าแอพจะถูกทำลายทิ้งหลังผ่านวิกฤตแล้ว และจะร่วมมือกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จัดตั้งกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบกระบวนการจัดการข้อมูลให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562”

ในส่วนของประเทศอื่นๆอย่างเกาหลีใต้, สิงคโปร์, เยอรมัน หรือ จีน ต่างก็มีเครื่องมือที่ทำงานคล้ายคลึงกันออกมาใช้งานอยู่ มีความเข้มงวดและรัดกุมแตกต่างกันออก ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อลดความผิดพลาดของมนุษย์ในการสัมภาษณ์แบบนี้ทำให้การร่วมมือกันระหว่าง Google และ Apple นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าในเชิงธุรกิจแล้วทั้งสองบริษัทนี้คือคู่แข่งที่เฉือดเฉือนกันตลอดเวลา แต่ถ้าร่วมงานกันได้จริงๆและการแชร์ข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนสองค่ายก็เรียกได้ว่าครอบคลุมประชากรโลกในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย ซึ่งนี่จะกลายเป็นว่าความปลอดและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานจะยิ่งยุ่งเหยิงเข้าไปอีกหลายเท่าตัว

ถ้าเราไม่มองเรื่องของผลประโยชน์ว่าระบบนี้จะเข้ามาช่วยได้มากขนาดไหน แต่มองที่ความซับซ้อนของระบบที่เป็นเรื่องยากในการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นหลังบ้าน เราจะเชื่อใจได้ยังไงว่าบริษัทเหล่านี้จะไม่มาหาผลประโยชน์จากข้อมูลที่มีการเก็บไประหว่างนี้ สิ่งที่เราทำ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไปไหนบ้างในแต่ละวัน ฯลฯ มันฟังดูหวาดระแวง แต่ในความเป็นจริงก็คือในเมื่อเราไม่รู้ ความกังวลก็เกิดขึ้นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องเชื่อว่าต่อไปพวกเขาจะไม่นำมันไปใช้ประโยชน์ หรือหลังจาก Covid-19 ไปแล้วข้อมูลเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน


มันเหมือนกับว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ไม่มีทางเลือกมากนัก การจะบอกว่าข้อมูลส่วนตัวสำคัญกว่าความปลอดภัยของส่วนรวมก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่การจะมาบอกว่าเอาข้อมูลของเราไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นก็ค่อยก็ว่ากันก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีมากนัก สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็คือว่ามันควรจะมีระบบขั้นตอนบางอย่างที่ทำให้ทุกคนตรวจสอบและไว้ใจได้ว่าข้อมูลที่ให้ไปนั้นไม่รั่วไหลหรือไปอยู่ในมือของผู้หาผลประโยชน์ รัฐบาลเองก็ควรสร้างความมั่นใจและรับรู้ว่านี่คือส่ิงที่ประชาชนกังวลไม่ใช่แค่บอกว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ทำให้ประชาชนเข้าใจอาจจะใช้เวลาและความพยายามมากสักหน่อย

แต่การมาชี้นิ้วบอกว่าอันไหนดีกว่าอันไหนยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าสรุปแล้วจริงๆนี่คือคำสั่ง? ทั้งที่มันควรเป็นคำอธิบายเพื่อให้เราทุกคนร่วมมือและเป็น “ไทยชนะ” ที่ทุกฝ่ายพยายามเอาชนะอุปสรรคตรงหน้าไปด้วยกันซะมากกว่า

Tags:

Contact Tracingcovid19หมอชนะไทยชนะ

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

5 นิสัยเศรษฐีพันล้านที่ “อย่าหาทำ”

Next

When the Office is Dead – เมื่อออฟฟิศกำลังจะตาย ในโลกใหม่ของการทำงาน

Next
October 17, 2020

When the Office is Dead – เมื่อออฟฟิศกำลังจะตาย ในโลกใหม่ของการทำงาน

Previews
October 17, 2020

5 นิสัยเศรษฐีพันล้านที่ “อย่าหาทำ”

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

When the Office is Dead – เมื่อออฟฟิศกำลังจะตาย ในโลกใหม่ของการทำงาน

by sopons
October 17, 2020
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact