SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
Business

การคิดแบบใยแมงมุมจะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของคุณได้ยังไง? 

sopons
September 3, 2021 One Min Read
256 Views
0 Comments

เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าการคิดอย่างเป็นระบบเป็นการคิดที่ยอดเยี่ยมที่สุด หมูไปไก่มา เติมน้ำมันก่อนรถก็จะเดินได้ คือแนวคิดที่เราคิดในการทำธุรกิจอย่างง่าย และเมื่อเราคิดอย่างเป็นเส้นตรงอย่างนั้นแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ “ความยุ่งเหยิงและความวุ่นวาย”

เพราะไม่มีคำว่า “ความเรียบง่าย” ในโลกธุรกิจ

การคิดแบบเส้นตรงกับการคิดเชิงระบบ

การรับลูกค้าใหม่และหารายได้มากขึ้นเป็นขั้นตอนที่ดีที่สุดดูจะเป็นวิธีในการช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ แต่มันไม่ง่ายเหมือน A ไป B ลูกค้าใหม่อาจทำให้เกิดกระแสในธุรกิจของคุณ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากำไรงามและขาดทุน เมื่อคุณมุ่งเน้นไปที่การหาลูกค้าใหม่และรายได้ที่พวกเขานำมาโดยไม่ได้คำนึงถึงการสร้างท่อต่อธุรกิจของคุณ สเต็ปต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อลูกค้ารายนั้นออกไป? 

การตระหนักรู้ว่าทุกอย่างเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เข้าใจว่าการตัดสินใจของลูกค้าคนหนึ่งสามารถส่งต่อธุรกิจทั้งระบบได้โดยที่การคิดอย่างเป็นระบบจะทำให้เข้าใจได้ว่า A ส่งผลต่อ B อย่างไร B ส่งผลต่อ A และ C ส่งผลต่อ B

หนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจก็คือการมองภาพเครือข่ายธุรกิจให้เป็นรูปใยแมงมุมไม่ใช่การมองแบบเส้น เหตุเพราะการคิดเชิงระบบทำงานเหมือนใยแมงมุม ทุกสิ่งล้วนเป็นเหตุและผล หากคุณสามารถนำการคิดอย่างเป็นระบบมาใช้แทนการคิดแบบเส้นตรง คุณก็จะสามารถทำงานได้สบายมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการขาดแคลน

การคิดแบบเป็นเส้นตรงผิดยังไง

การคิดแบบเป็นเส้นตรงทำให้คุณเสี่ยงที่จะเจอ “จุดบอด” เพราะคุณไม่อาจมองเห็นสเต็ปที่กว้างกว่าก้าวต่อไปได้ การคิดแบบเป็นเส้นตรงนอกจากจะทำให้ไม่ได้คิดถึงผลที่อาจตามมา ก็อาจทำให้คาดการณ์ผลกระทบที่ส่งผลต่อองค์ประกอบอื่นๆในธุรกิจผิดพลาดไป

มาสรุปตัวอย่างกัน สมมติว่าเราเพิ่งได้ลูกค้ามาใหม่ เรามองว่าเราต้องการเงินเดือนก้อนนั้น เราก็เลยตอบตกลงกับคนแรกที่เข้ามาหาติดต่อ เราอาจทำโครงงานประเภทที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำให้ต้องทุ่มเทพลังงานกายและใจไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อบริการลูกค้ารายนั้นโดยเฉพาะ

ดังนั้น เราจึงทำงานทุกชั่วโมง โดยที่ไม่สามารถใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ละเลยกิจวัตรประจำวันที่ดีต่อสุขภาพของตัวเอง ทั้งหมดเพื่อเงินเดือนนั้น ทั้งหมดสำหรับรายได้เพียงทางเดียว

และตรงนั้นก็เป็นจุดที่ทำให้ความคาดแคลนพุ่งชน เราทำงานหลายชั่วโมงเพื่อตอบรับลูกค้าเพียงเจ้าเดียว​โดยที่เราไม่มีโอกาสได้หาลูกค้าคนใหม่ เมื่องานนั้นจบลง เราก็จะไม่มีอะไรใหม่ๆให้ทำและไม่มีทำต่อ

นี่จึงเป็นใจความสำคัญของปัญหาการคิดเป็นเส้นตรง คุณหมกมุ่นอยู่กับการหารายได้ B จาก A จนคุณลืมวางแผนขั้นตอนอื่น

แง่ลบอีกอย่างของการคิดเชิงเส้นคือความซับซ้อนที่ตามมา หากเราโฟกัสอยู่ที่ลูกค้ารายเดียวเท่านั้น คุณอาจพบว่าคุณต้องจ้างคนมาช่วยทำงานที่เกินกว่าทักษะที่คุณมี ตอนนั้นคุณก็จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินให้ฟรีแลนซ์เพื่อช่วยงานคุณ หรือไม่อย่างนั้นคุณก็ต้องซื้อโปรแกรมตัวใหม่เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ซึ่งนั้นเป็นเป็นอีกครั้งที่คุณจ่ายเงินออกไป ซึ่งทั้งนั้นเป็นเพราะคุณต้องการ “เงินเดือน”

การคิดอย่างเป็นระบบมีดีอย่างไร?

การคิดอย่างเป็นระบบช่วยให้คุณเห็นธุรกิจทั้งหมด ทำให้เห็นว่าชิ้นส่วนของธุรกิจของคุณทำงานร่วมกันเป็นดั่งฟันเฟืองประดุจดั่ง “เครื่องจักรธุรกิจ” ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะสามารถจัดการธุรกิจและงานสำหรับคุณ แทนที่จะเป็นงานของคุณเพื่อธุรกิจ

ด้วยการคิดแบบเส้นตรง คุณจะกลายเป็นที่เชื่อมโยงทุกอย่างในธุรกิจของคุณ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องทำการสื่อสารเพิ่มเติมทั้งหมดและจัดการกับปัญหา แต่ถ้าคุณออกแบบระบบ ถ้าคุณออกแบบเครื่องจักรสำหรับธุรกิจนั้น คุณก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไปอีกต่อไป เพราะคุณไม่ใช่สายใยที่เชื่อมโยงทุกแง่มุมของธุรกิจของคุณอีกต่อไป

วิธีการนำการคิดอย่างเป็นระบบมาใช้

ทั้งหมดนี้อาจฟังดูเป็นนามธรรม ดังนั้นหากเรามาใส่ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมในการคิดอย่างเป็นระบบ

อันดับแรก ให้นึกถึงบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ บางทีพวกเขาอาจเป็นฟรีแลนซ์ของคุณ บางทีพวกเขาอาจเป็นลูกค้าของคุณ พนักงานของคุณ ผู้มีอิทธิพลหลัก แม้แต่คนที่เป็นบุคคลอ้างอิงของคุณ จากนั้นก็ลองคิดไปยังสิ่งอื่น เช่น ซอฟต์แวร์ ระบบที่คุณมี และกระบวนการของคุณ สิ่งเหล่านี้เป็นดั่งตัวเชื่อมในธุรกิจของคุณ 

เมื่อคุณระบุส่วนต่างๆ ของธุรกิจของคุณแล้ว ให้ค้นหาว่าส่วนต่างๆ เหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างไร

บางครั้งคุณอาจค้นพบว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เชื่อมโยงกันเลยสักนิด นั่นคือผลจากการธุรกิจที่มาจากการคิดเป็นเส้นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นจุดที่คุณในฐานะผู้ประกอบการเป็นจุดเชื่อมโยง เส้นเดียว โดยคุณเป็นศูนย์กลางของศูนย์กลาง คุณเป็นคนเดียวที่สื่อสารระหว่างชิ้นส่วนที่ไม่ได้เชื่อมต่อที่ทำงานแยกจากกัน

แทนที่คุณจะได้ทำงานที่เป็นจุดแข็งของคุณ คุณกลับใช้เวลามากมายในการเติมทุกอย่าง อย่างการสื่อสาร(ซึ่งบางครั้งมันก็ผิดพลาดไป) และการทำงานระหว่างช่องว่าง ทั้งที่คุณก็ตระหนักได้ว่าคุณขาดคนสำคัญในการทำงานนั้น เมื่อคุณเห็นชิ้นส่วนที่ถูกตัดการเชื่อมต่อทั้งหมดแล้ว ให้กำจัดชิ้นส่วนที่คุณไม่ต้องการ ลองสร้างมาตรฐานให้มากที่สุดเพื่อให้เครื่องจักรธุรกิจของคุณยังคงดำเนินการต่อ ทั้งนี้ไม่สำคัญว่าคุณมีลูกค้าหนึ่งรายหรือ 10 ราย ลูกค้าทุกคนควรได้รับการมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้คุณสามารถใช้องค์ประกอบเดียวกันกับลูกค้าแต่ละคนได้

สิ่งเดียวที่ต้องจัดการหลังจากการตั้งมาตรฐานคือการกลับไปโฟกัสที่จุดแข็งของคุณ เป้าหมายตรงนี้ก็คือเพื่อกำจัดการทำงานที่มีคุณเป็นสายที่เชื่อมต่อทุกอย่าง ธุรกิจของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณเพียงผู้เดียว

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “เครื่องจักรธุรกิจ” ไม่ต้องเติมช่องว่าง ไม่ต้องแก้ไขปัญหา ไม่ต้องพบกับการขาดแคลน(famines)

ที่มา : https://entrepreneurshandbook.co/how-the-cobweb-effect-can-transform-your-business-69306302d31b

Tags:

Bussinesscobwebcobwebeffectinspirationtranslate

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

LINE OA : วิธีการจัดการกับผู้ติดตามที่ไม่พึงประสงค์

Next

น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 : TINA SEELIG

Next
September 4, 2021

น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 : TINA SEELIG

Previews
August 28, 2021

LINE OA : วิธีการจัดการกับผู้ติดตามที่ไม่พึงประสงค์

Related Posts

ผู้ชายคนนี้ Dropout ตอนอายุ 26 ปีและตอนนี้ดำเนินธุรกิจมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์

by sopons
January 22, 2022

Annabelle King  – คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ช่วยกอบกู้ร้านลูกอมของครอบครัวด้วย TikTok

by sopons
November 27, 2021

5 ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ธุรกิจแรกล้มเหลว

by sopons
January 7, 2022

5 บทเรียนธุรกิจล้ำค่าจากผู้ประกอบการ Gen Z

by sopons
August 23, 2021
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact