SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
Self-DevelopmentSelf-Improvement

ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ความรักเปลี่ยนสมองของเรายังไงบ้าง

sopons
February 14, 2022 One Min Read
700 Views
0 Comments

มนุษย์ส่วนใหญ่แสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” และเมื่อรู้สึกถึงก็จะมักจะเกิดอาการ Love sick ไปจนถึงการผูกพันธ์ทางใจอย่างลึกซึ้ง — ความรักที่ดีจะมีประโยชน์มากมายต่อชีวิตของเรา แต่ก่อนที่รักจะเปลี่ยนชีวิต ความรักเปลี่ยนสมองเรายังไงบ้าง?

ความรักเป็นหนึ่งในสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด ที่เราหวังว่าจะรู้สึกได้ ความรักคือธรรมชาติที่เหนือธรรมชาติ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความรักสามารถส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อระบบประสาทของเรา หรือพูด ง่าย ๆ ก็คือ ความรักเปลี่ยนสมองของเราได้จริง ๆ 

สารสื่อประสาท และโมเลกุลส่งสัญญาณที่สื่อสารข้อความระหว่างเซลล์เป็นหนึ่งในหลาย ๆ การเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ร่างกายของเราเมื่อเราเริ่มตกหลุมรัก

บทความนี้คือการพยายามรวบรวมความเข้าใจพื้นฐานว่าสารสื่อประสาทเหล่านี้ทำงานอย่างไร และตัวเราเองจะจัดการกับความปั่นป่วนทางอารมณ์ที่มาพร้อมกับการตกหลุมรักได้อย่างไรบ้าง

ต่อไปนี้คือสารสื่อประสาท 3 ชนิดและการเปลี่ยนแปลงที่คุณควรคำนึงถึงเมื่อความรู้สึกของคุณกลายเป็นน้ำมัน และใครคนนั้นดูเหมือนกับไฟอันร้อนรุ่ม

  • Serotonin (สารเคมีชนิดหนึ่งภายในร่างกายที่มีบทบาทสำคัญกับการทำงานของสมองและระบบประสาท ส่งผลต่อกระบวนการคิด พฤติกรรม และอารมณ์)

ในระยะแรกของการดึงดูดกันระบบเซโรโทนเนอร์จิก(serotonergic system) จะทำงานอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาเรื่องหนึ่ง(One of study)  วิจัยคน 20 คนที่เพิ่งตกหลุมรัก (<6 เดือน) และวัดความเข้มข้นของ serotonin transporters ในเลือดของพวกเขา ผลการวิจัยพบว่าการหลั่งของสารเหล่านี้มีระดับที่ต่ำสำหรับผู้ที่มีความรัก เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีความรัก ข้อมูลนี้มีความสำคัญเนื่องจากเชื่อว่าระดับเซโรโทนินในระดับต่ำจะสัมพันธ์กับการแสดงพฤติกรรมที่คล้ายกับโรค OCD (โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ obsessive-compulsive disorder(OCD))

สิ่งนี้จะช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่ามันจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับความรักครั้งใหม่

จากมุมมองเชิงวิวัฒนาการ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีเหตุผล เนื่องจากความอยู่รอดของเราอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นในการสืบพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงในระบบเซโรโทเนอร์จิกของเราจะช่วยผลักดันให้คู่ชีวิตสามารถไล่ตามกันและกันได้ เนื่องจากประสาทเคมีของเราค่อนข้างผลักดันเราไปสู่ความผูกพัน

  • Dopamine (ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (neurotransmitter) )

เช่นเดียวกับระดับซีโรโทนินต่ำ โดปามีนยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วงแรกของความรัก เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนพฤติกรรมที่ทำให้เรารู้สึกดี คล้ายกับการได้รับของขวัญหรือรางวัล สิ่งนี้มันเปิดใช้งานเพื่อดึงดูดใจ เช่นเดียวกับเมื่อบริโภคขนมที่มีน้ำตาล ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเซ็กส์ เสพยา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกดี ทุกครั้งที่เรามีความสุข ระดับโดปามีนจะเพิ่มขึ้น

การที่เรารักใครสักคน สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง “ช่วงฮันนีมูน” เมื่อโดปามีนพุ่งสูงขึ้น การแสดงออกถึงความรักของพวกเขาจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อคู่ของเราตลอดจนจินตนาการ / ฝันกลาง เพื่อตอกย้ำภาพจำของพวกเขาว่าเป็นนี่ คือคนที่เราต้องการ

ระบบการให้รางวัลของเราออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีต่อไป เพื่อที่เราจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากมันอีกครั้ง ผ่านการสร้างความอยาก ค่อนข้างเร็ว ซึ่งไม่เหมือนกับที่พบในการติดยา โดปามีนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการนี้

  • Oxytocin (ฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพัน)

Oxytocin ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฮอร์โมนแห่งความรัก” เนื่องจากมีความสำคัญในการช่วยให้เราผูกพันกัน ในการศึกษาหนึ่ง การให้ออกซิโตซินช่วยเพิ่มพฤติกรรมทางสังคม เช่น การจ้องมอง การเอาใจใส่ และความไว้วางใจ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อเราตกหลุมรักและแสดงพฤติกรรมรักใคร่ ระดับออกซิโตซินของเราจะเป็นไปตามนั้น

มีการศึกษาใหญ่ (A big study) กับบุคคล 160 คน; 60 คู่เป็นคู่รักใหม่ พวกเขาได้วัดระดับออกซิโตซินเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม พวกเขาตั้งสมมติฐานว่าคู่รักใหม่จะมีความเข้มข้นของ “ฮอร์โมนความรัก” ในพลาสมาที่สูงกว่ามาก และไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาพูดถูก นอกจากนี้ การติดตามผลคู่ทดสอบที่อยู่ด้วยกันแสดงให้เห็นว่าระดับเหล่านี้ไม่ได้ลดลงในระยะยาวเช่นกัน

อาจกล่าวได้ว่าสารสื่อประสาทนี้มีส่วนสำคัญต่อความสามารถของเราในการรักผู้อื่น และเนื่องจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความจำเป็นต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเรา สารสื่อประสาทจึงมีบทบาทสำคัญในสุขภาพของเราเองด้วย

เมื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในตัวเรา จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมความรักจึงเป็นประสบการณ์ที่น่าเกรงขาม นอกจากนี้เรายังเห็นว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะรู้ว่า เหตุใดเราจึงถูกครอบงำโดยไม่ทันรู้ตัวเมื่อเราทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เหตุใดเราจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้เวลาอยู่กับพวกเขาจนแทบไปไหนไม่ได้ เหตุใดเราจึงรู้สึกดีมาก ก็เพราะว่าอารมณ์และความเป็นอยู่ของเราได้รับผลในทางบวกจากการมีอยู่ของความรักยังไงหล่ะ (แน่นอนว่าเมื่อสุขภาพดีแล้ว)

ที่มา : https://medium.com/change-your-mind/the-interesting-ways-love-impacts-our-brain-according-to-science-bfe5f33f1b37

Tags:

ความรักพัฒนาตนเองสมองแรงบันดาลใจ

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

Tinder Swindler : ปัดขวาเปลี่ยนชีวิต เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสิบแปดมงกุฎ

Next

People Pleaser : เป็นทุกอย่างให้ทุกคน ยกเว้นเป็นตัวเอง

Next
February 17, 2022

People Pleaser : เป็นทุกอย่างให้ทุกคน ยกเว้นเป็นตัวเอง

Previews
February 12, 2022

Tinder Swindler : ปัดขวาเปลี่ยนชีวิต เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสิบแปดมงกุฎ

Related Posts

4 ข้อเท็จจริงทางจิตวิทยาที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

by sopons
November 25, 2021

Mike Cannon-Brookes : เราจะใช้ Imposter Syndome เป็นประโยชน์ได้อย่างไร

by sopons
November 13, 2021

ปฏิเสธทุกอย่างก็ไม่ได้ ตกลงทุกอย่างก็ไม่ดี – ลองใช้เทคนิค ‘Tomorrow Rule’ เพื่อจัดสมดุลย์ให้ชีวิตจดจ่อและไม่ปิดกั้นโอกาสใหม่

by sopons
October 26, 2022

บุคลิกภาพที่แยกคนที่มีพรสวรรค์ให้แตกต่างจากคนทั่วไป

by sopons
December 18, 2021
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact