ช่วงที่ผ่านมาถือว่าชีวิตเข้าสู่โหมดของการปรับตัวอย่างมากพอสมควร ปรับตัวชีวิตที่ว่าเมียถามว่า “เป็นอะไรรึเปล่า ดูเหมือนเนือยๆ?” ผมฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะแล้วบอกไปว่า “ไม่มีนะ กำลังปรับสมดุลย์ชีวิตอยู่ แค่นั้นแหละ” ย้อนกลับไปไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชีวิตผมเริ่มยุ่งเหยิง พยายามวิ่งตามหาสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” เหมือนอย่างที่เห็นคนอื่นๆเขาสำเร็จกัน แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้อาการหิวโหยความสำเร็จนี้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นคือโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข่าวสารข้อมูลและสื่อที่ประโคมและสรรเสริญยกย่องคนที่ประสบความสำเร็จ พอชีวิตสำเร็จก็ดูมีความสุขแบบสุดๆไปด้วย
นี่อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับ “Social Media”, ถ้าเปรียบเป็นคนก็คงกำลังโดนมรสุมชีวิตวัยรุ่นที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง และคนที่อยู่รอบข้างก็เริ่มเอือมระอาไม่อยากสุงสิงด้วยอีกต่อไป
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ใช้ชีวิตอยู่เหมือนคนส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบัน สิ่งที่ทุกคนแทบต้องเจอคือมีอะไรให้ทำมากมายแต่เวลามีไม่มากพอ และคุณก็รู้ว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องนั่งลงทำมันแล้วแต่ก็ติดนู้นติดนี้ไม่ได้ทำซะที เมื่อไหร่ก็ตามที่พยายามอยากมุ่งมั่นตั้งโฟกัส บางอย่างก็มาทำให้ออกนอกลู่นอกทางไขว้เขวอยู่เสมอ บางครั้งอาจจะเป็น notifications บนสมาร์ทโฟน ข้อความจากเพื่อนชวนไปแฮงค์เอาท์ บางทีอาจจะเป็นกองเสื้อผ้าที่พูนสูงขึ้นอยู่มุมห้องต้องเอาไปซัก ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งรบกวนที่ทำให้เสียสมาธิ และมันเป็นตัวขัดขวางที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่อยากทำตั้งแต่แรก
Google และ Facebook, สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยี, ประกาศอนุญาตให้พนักงานของพวกเขาทำงานจากบ้านได้จนถึงสิ้นปี Twitter เองก็แจ้งในอีเมลถึงพนักงานของบริษัทว่าสามารถทำงานจากบ้านได้ “ตลอดไป” หรือ “ตราบเท่าที่เห็นควร” ออฟฟิศก็ยังพร้อมจะเปิดรับ หรือจะทำงานที่บ้านต่อไปก็แล้วแต่การตัดสินใจของตัวพนักงานเองเพราะที่ผ่านมาประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานก็ไม่ได้ลดลง จึงไม่เห็นว่าการเข้าออฟฟิศเป็นเรื่องที่สำคัญเท่าไหร่อีกต่อไป