SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
FeaturedTechThoughts

ถ้าเจอ Tim Cook ผมอยากบอกเขาว่า…

sopons
October 23, 2020 2 Mins Read
770 Views
0 Comments

หรือ Apple แพงเกินไปแล้วสำหรับลูกค้า? ถ้าเจอ Tim Cook ผมอยากบอกเขาว่า…

ใครในที่นี้ยังบอกว่าสินค้าของ Apple ราคาถูกมั้งครับ? น่าจะเป็นส่วนน้อยและอาจจะเป็นแฟนบอยสาวกตัวยงเท่านั้นที่ยังคิดแบบนั้น ซึ่งสำหรับเราๆท่านๆนั้นต้องเริ่มตะขิดตะขวงใจบ้างแล้วว่า “เฮ้ยยย….ทำไมแพงจังเว้ย?”

ผมเริ่มเข้าสู่วงจร Apple เมื่ออายุประมาณ 20 ต้นๆ ตอนนั้นยังเป็นละอ่อนมหาวิทยาลัยโดยมี iPod รุ่น clickwheel (ใครจำได้บ้าง) เป็นตัวนำร่อง เพื่อนมีเลยอยากมีบ้าง ในเวลานั้นมันถือเป็นสินค้าพรีเมี่ยมในระดับหนึ่ง แต่ด้วยคุณภาพ ดีไซน์ การใช้งาน ทุกอย่างนั้นทำให้ผมตกหลุมรักและกลายเป็นลูกค้า loyalty ของแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้ กี่ชิ้นต่อกี่ชิ้นที่ซื้อมาใช้ กี่หมื่นกี่แสนที่เสียไปกับสินค้าของพวกเขา ถ้านับเป็นเงินก้อนผมอาจจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินได้เป็นหลัง ทั้งหน้าจอ ทั้งแลปทอป ไอพอดกี่รุ่นต่อกี่รุ่น ไอแพด ไอแมค ฯลฯ

ช่วงเวลาแห่งความเฉิดฉาย

ช่วงปี 2000 – 2010 นั้นเป็นเรียกว่าเป็นทศวรรษของพวกเขาเลยก็ว่าได้ Apple ออกสินค้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่นำเทรนด์ของเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมที่ไม่มีใครตามทันได้เลยในตอนนเต้น iPod, iPhone, iPad, MacBook Air, MacBook Pro…ลิสต์ยาวไปเป็นหางว่าว พวกเขาเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี ทุกครั้งที่สินค้าตัวใหม่ออกมา คนก็จะแห่กันไปต่อคิวซื้อเพื่อให้ได้มาครอบครอง คู่แข่งในสนามได้แต่มองตาละห้อยด้วยความอิจฉา (อย่าลืมว่าก่อนหน้านั้นในปี 1998 มี iMac ออกมาให้สนั่นวงการกันรอบหนึ่งแล้ว)

Steve Jobs Era

ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดเขา สตีฟ จ๊อบส์ คือหนึ่งในบุคคลที่มีความสามารถและคงไม่เกินไปนักถ้าจะเรียกว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง คำถามที่คนมักถกเถียงกันอยู่เสมอในเวลานี้คือ “ถ้าเขายังอยู่ Apple จะเป็นแบบทุกวันนี้ไหม?” คำตอบ??? ก็คงไม่มีใครรู้ได้ อาจจะแย่กว่านี้ หรือดีกว่านี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้คือตอนที่ Apple นั้นกำลังประสบปัญหาถึงขั้นเกือบล้มละลายอยู่แล้วในปี 1997 ก็เป็นเขานี้แหละที่ช่วยพลิกสถานการณ์ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง และจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็คงไม่ใช่เพราะนั้นไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านั้นที่เขาและ Steve Wozniak ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple ก็สามารถทำให้บริษัทสตาร์ทอัพในโรงรถขึ้นไปติด Fortune 500 แล้วต่อจากนั้นก็สร้าง Pixar ให้กลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ เขาอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา 90% ในสิ่งที่เขาแตะก็กลายเป็นทองไปซะเกือบทั้งหมด

Apple กำลังเผชิญปัญหาเมื่อไม่มี Steve Jobs?

ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองนะครับ (แน่นอนว่าคนอื่นๆก็อาจจะเห็นต่างกัน) : ผมว่า Apple กำลังตกที่นั่งลำบาก ผ่านมาแล้ว 8 ปีหลังจากการเสียชีวิตของ Steve Jobs ช่วงแรกๆเราอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบมากเท่าไหร่ เพราะสินค้าต่างๆที่ทยอยออกมายังมีลายเซ้นของเขาแฝงอยู่ในนั้น (ไม่มากก็น้อย) แต่ยิ่งเวลาผ่านมานานมากเท่าไหร่ สิ่งที่เราได้เห็นคือความเหือดแห้งของความคิดสร้างสรรค์ กระจัดกระจาย ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง แทบจะไม่มีสินค้าตัวไหนที่เรียกว่า “ว้าว” โลกได้อีกต่อไป

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป สินค้าของพวกเขายังคงทำออหมาได้คุณภาพดี นี่คือสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะรายละเอียดในสายการผลิตนั้นอยู่มานานแล้ว จุดนี้พวกเขายังถือคุณภาพที่มากกว่าคู่แข่งในตลาดอยู่ แต่ที่พวกเขาขาดไปคือ “นวัตกรรม” ซึ่งถ้า สตีฟ จ๊อบส์ ยังอยู่มันคงไม่ยาวนานขนาดนี้ และในเวลานี้เหล่ากำลังเป็นปัญหาที่หนักเอาการเลยทีเดียว

การไต่ระดับเพดานราคา

นี่เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจและควรทำให้เรากังวล หลายต่อหลายคนต่างพูดถึงราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆของสินค้า Apple จนกลายเป็นว่าแทบจะเอื้อมไม่ถึงกันแล้ว ทั้งกลุ่มเพื่อนที่ทำงาน ครอบครัว คนใกล้ชิด กระดานข่าวออนไลน์ ฯลฯ ต่างพูดคุยกันถึงประเด็นนี้ โดยเฉพาะในปี 2018 จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องหนึ่งที่คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งทางฝั่งผู้สนับสนุน Apple เองก็แจ้งแหละว่ามันเป็นผลมาจากถาวะเงินเฟ้อ หรือต้นทุนในการทำ R&D นั้นสูงจึงทำให้สินค้าเหล่านี้สูงตามไปด้วย ฯลฯ แน่นอนก็มีฝั่งที่ไม่เห็นด้วย ถ้าเอาตามจริงอุปกรณ์เทคโนโลยีตามประวัติศาสตร์แล้วราคาจะลดลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพิ่มสูงขึ้น ลองเปรียบเทียบง่ายๆก็ได้ครับอย่าง iPhone 6 Plus 128GB เปิดตัวที่ราคาประมาณ 35,000 บาท ในปี 2014 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่แพงที่สุดแล้วในตอนนี้ เวลานี้ iPhone Xs Max 512GB ที่ราคาประมาณ 57,900 บาท ในปี 2018 แพงขึ้นประมาณ 23,000 บาท เทียบเป็น 66.5% จากราคาเมื่อสามปีก่อน…เงินเฟ้อไม่น่าจะแก้ต่างตรงนี้ได้เท่าไหร่นัก

(ถอนหายใจ)…แต่ทุกครั้งที่พออธิบายถึงเรื่องนี้ก็จะมีคนมาคอมเม้นท์ประมาณว่า “ก็ไม่ได้มีใครเอาปืนจ่อหัวให้ซื้อเครื่องใหม่นี้ ซื้อเองบ่นทำไม” อะไรทำนองนี้ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่มีใครบังคับใครให้จ่ายเงินที่หามาอย่างแสนยากลำบากได้ แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่พยายามจะสื่อ สิ่งที่ต้องการจะบอกก็คือว่า Apple กำลังอยู่ในช่วงที่น่าเป็นห่วงในเวลานี้ต่างหาก

คู่แข่งที่พร้อมแล้วในการสู้ศึกในสนาม

ถ้าเปรียบเป็นฟุตบอลลีค มันเหมือนเป็นช่วงเวลาที่หหัวตารางกำลังทำแต้มหล่นและไม่สามารถทิ้งห่างอันดับสองหรือสามได้อีกต่อไป อาจจะไม่ได้แพ้ แต่ก็เสมอและเสียโอกาสทำช่องว่างให้กว้างขึ้น พูดอีกอย่างก็คือว่ามันเป็นช่วงที่ Apple กำลังหาฟอร์มเก่งตัวเองไม่เจอ และทีมคู่แข่งกำลังฮึกเฮิมพร้อมทำแต้มแซงนำได้ทุกขณะ บัลลังค์ของราชากำลังสั่นคลอน ซึ่งเป็นครั้งแรกในเกือบสองทศวรรษที่ตอนนี้ลมอยู่ใต้ปีกฝั่งตรงข้ามบ้างแล้ว

ยอดขายที่ตกลงไปในประเทศจีนก็ถือเป็นสัญญาณสำคัญ (ที่อยากจะเขียนเล่าแต่เอาไว้ครั้งหน้า) ที่บ่งบอกว่า Tim Cook และเหล่าเพื่อนน่าจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขปมตรงนี้ให้เร็วที่สุด

ลูกค้าไม่ซื่อสัตย์อีกต่อไป ช่วงเวลา “ใครดีใครได้” เกิดขึ้นแล้ว

ประเด็นเรื่องราคาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างไม่ต้องไกลตัวผมเองจากที่คอยตามสินค้าของ Apple มาตลอด ช่วงการเปิดตัวประจำปีแทบไม่ต้องหลับต้องนอน นั่งหน้าจอคอมฯเพื่อกดจองสินค้าหรืออ่านข่าวต่างๆด้วยความเพลิดเพลิน สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเช้าหลังจากวันประกาศ ตื่นหยิบมือถือมาอ่านข่าว เสร็จแล้วก็ถอนหายใจนิดหน่อย แล้วคิดในใจว่า “Apple ทำได้แค่นี้จริงๆเหรอ? สเน่ห์ของพวกเขาหายไปไหนหมด? แล้วยังขึ้นราคาไปอีก?” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังดันราคาให้ลูกค้าหายออกไปจากระบบ? โดยมีคู่แข่งที่พร้อมรับลูกค้าเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ด้อยไปกว่ากันและราคาถูกกว่ากันเป็นครึ่ง โดยประเด็นนี้หลายคนก็จะบอกว่า “สินค้า Apple ดีกว่า บลา บลา บลา” แต่ลูกค้าทั่วไปเขาสนไหม? เขาแค่ต้องการสินค้าราคาดี ทำงานได้จริง มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ชีวิต และที่สำคัญไม่ทำให้เงินในบัญชีหายเยอะจนเกินไป

ผู้บริโภคในปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย สามารถหาข้อมูลได้ทางออนไลน์อย่างฟรีๆ มีการแนะนำเปรียบเทียบและนี่ทำให้ Apple กำลังอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สู้ดี ราคาจะกลายมาเป็นตัวตัดสินใจว่าจำเป็นไหมที่ต้องเป็น ​Apple? หรือใช้อย่างอื่นแทนได้อย่าง Huawei, Samsung หรือแม้แต่ Xiaomi ก็ตาม

แต่! Apple ยังไม่น่าจะตายภายในปีสองปีหรือแม้แต่ในสิบปีข้างหน้า ถ้าพวกเขายังไม่หาทางออกที่ชัดเจน (คือขึ้นราคาเพื่อหวังว่าส่วนต่างจะไปสร้างเป็นกำไรนั้นก็เป็นทริคที่ใช้ได้ไม่นานเท่าไหร่) มันจะแย่ลงไปเรื่อยๆ พวกเขาเป็นบริษัทอันดับโลก ที่ไม่มีใครสามารถแตะต้องได้ แต่กลายเป็นว่าการตัดสินใจหลายๆอย่างในช่วงที่ผ่านมาทำให้พวกเขาสะดุดและล้มหน้าไถลไปเอง ไม่ว่าจะเป็น Apple หรือใครก็ตาม ใหญ่ขนาดไหนก็สู้แรงของตลาดไม่ได้

Apple ยังมีทรัพยากรอีกมาก อะไรก็ยังเกิดขึ้นได้ พวกเขายังสามารถพลิกเกมส์และกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง แม้ว่าตัวผมเองจะไม่สามารถเทียบเคียงกับ Tim Cook ได้ แต่ถ้าได้คุยกับเขาคงจะบอกแค่ว่า “ถอยมาสักก้าวนะครับ แล้วอย่าไปสนใจเสียงรบกวนต่างๆ คิดแค่ว่า Apple เริ่มต้นขึ้นยังไง เป็นบริษัทที่กล้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าไปออกสินค้าหลายตัว ทำให้มันโดนสักตัวสองตัวพอ กลับไปเบสิกใหม่ และโฟกัสกับสิ่งที่ตนเองทำได้ดีที่สุด ในราคาที่คนทั่วไปไม่ต้องขายตับไตเพื่อได้สินค้ามาครอบครอง”

ผมยังรัก Apple, แต่ตอนนี้เริ่มหันมาใช้สินค้าของบริษัทอื่น และนั้นก็บ่งบอกอะไรบางอย่างที่ Tim Cook และผองเพื่อนต้องนำกลับไปเป็นการบ้านแล้ว

Tags:

appleapple without jobsevolutioniphonemacbookmacbook propricingsamsungthoughtstim cook

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

สมาร์ทโฟนพับได้นั้นช่างยั่วยวน, แต่คิดดูอีกที ทำไมเราต้องใช้หน้าจอสองอัน?

Next

หรือเราไม่จำเป็นต้องมี “Social Media”?

Next
October 23, 2020

หรือเราไม่จำเป็นต้องมี “Social Media”?

Previews
October 23, 2020

สมาร์ทโฟนพับได้นั้นช่างยั่วยวน, แต่คิดดูอีกที ทำไมเราต้องใช้หน้าจอสองอัน?

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

หรือเราไม่จำเป็นต้องมี “Social Media”?

by sopons
October 23, 2020

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน

by sopons
November 26, 2024

ยุคทองของ Netflix ได้ผ่านไปแล้ว?

by sopons
October 17, 2020

Happy 38th

by sopons
October 20, 2020
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact