SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
FeaturedTechThoughts

ใครจะซื้อ Netflix ได้?

sopons
October 23, 2020 2 Mins Read
373 Views
0 Comments

คำถามแบบนี้มักโผล่ขึ้นมาเสมอกับธุรกิจที่กำลังเติบโต หลายต่อหลายครั้งมันก็เกิดขึ้นจริงๆซะด้วย (doubleclick โดน Google, aQuantive โดน Microsoft ฯลฯ​) แต่สำหรับ Netflix หล่ะ เป็นไปได้ไหม? เพราะพวกเขากำลังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ เรียกได้ว่าจะหาใครมาทาบในตอนนี้คงเป็นเรื่องยาก แต่…ถ้าพี่เบิ้ม Amazon หรือ At&t หรือ Comcast หรือ Apple หรือ…แม้แต่ Google, HBO, Disney และ Microsoft จะเป็นไปได้ไหม?

มีข่าวลือว่า Bob Iger ของ Disney ถาม Reed Hastings (CEO ของ Netflix) แบบตรงๆว่าเขาสนใจไหม? Hastings บอกคำเดียวว่า “ไม่”

ที่ผ่านมาเราเห็นหลายบริษัทที่กำลังพยายามปรับเปลี่ยนหน้าตาของธุรกิจบันเทิงที่เราคุ้นเคย หลังจากที่ Netflix ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง Apple ทุ่มเงินกว่า 2,000 ล้านเพื่อดึงคนดังทั้งหลายมาสร้างคอนเทนท์ของตัวเอง Amazon ก็ไม่น้อยหน้าวางไป 5,000 ล้าน แต่ก็เทียบไม่ได้หรอกกับ Netflix ที่เผาเงินไป 15,000 ล้าน เพื่อเก็บลูกค้าและขยายเครือข่ายสมาชิกทั่วโลกที่มีมากกว่า 139 ล้านคนไปแล้วตอนนี้ ก่อนที่คู่แข่งคนอื่นๆจะตามมาทัน (อันนี้น่าจะเกร็งๆเพราะ Disney แยกวงด้วยแหละ)

บริษัททั้งหลายนั้นมีเป้าหมายเดียวกันคือรายได้สมาชิกรายเดือนจากผู้ชมทั่วโลก ถึงแม้ตอนนี้อาจจะยังไม่เคลียร์ว่าใครจะขึ้นมาแข่งกับ Netflix ในตลาดได้ หรือในตลาดจะสามารถรองรับผู้ให้บริการได้กี่เจ้า (คือ…คงมีน้อยแหละที่จะเป็นสมาชิกของทุกเจ้า) อาจจะสองหรือสามเจ้า เลือกที่ตัวเองดูบ่อยที่สุด มีโปรโมชั่นตัดราคา หรือมาพร้อมกับบริการอื่นๆอย่างเครือข่ายมือถือสมาร์ทโฟน (at&t) หรือแบบที่มีโฆษณาเหน็บมาด้วยคั่นเป็นพักๆแต่ราคาถูก หรือถ้าอย่าง Disney ก็ใช้ไม้กายสิทธิ์ร่ายเวทมนต์ “Bibbidi-Bobbidi-Boo” เอาเจ้าหญิงและรถม้าฟักทองทั้งหลายแหล่ออกมาเพื่อชนะใจคนดูก็เป็นได้ ซึ่งที่จริง Disney มีเยอะกว่านั้น อย่าง Marvel, Star Wars หรือ Pixar แต่เจ้าหญิงนั้นคือภาพจำที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี (อยากดูรีรันของ Mickey Mouse ตั้งแต่เป็นยุค Steamboat Willie ก็คงสนุกดี)

หรือในส่วนของบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Amazon เองก็น่าสนใจ เพราะวีดีโอก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของธุรกิจของพวกเขา การดึงเอาลูกค้ามาได้เพื่อให้เป็นสมาชิกก็คล้ายๆกับจับมาอยู่ในอาณาจักรขนาดมหึมาของพวกเขาที่มี Prime members กว่า 100 ล้านคน ซึ่งก็มากโขอยู่นำหน้า Apple อยู่ไกลมาก แต่ถ้าเกิด Apple เลือกเทคนิคยิงวีดีโอฟรีๆ (ในช่วงแรก) ให้กับผู้ใช้งาน 1.4 พันล้านคนที่ใช้อุปกรณ์ของพวกเขาทั่วโลกหล่ะ? บริษัททั้งสองมีกระเป๋าหนา เงินสดเยอะ มีทางเลือกให้เล่นอีกมาก (อย่างน้อยก็มากกว่า AT&T, Comcast หรือ Disney)


Disney เจออุปสรรคที่แตกต่างออกไปจากเจ้าอื่นๆ แม้ว่าจะมีคอนเทนท์ของตัวเอง และเชื่อว่าน่าจะสร้างคอนเทนท์ใหม่ๆได้ดีพอสมควร ปัญหาแรกที่พวกเขาต้องเจอเลยก็คือรายได้ที่จะหายไปจาก Netflix เพราะหลังจากที่ดึงคอนเทนท์ของตัวเองออกมา ปีหนึ่ง 2 พันล้านที่รับมาก็จะหายไปด้วยเช่นเดียวกัน อย่างที่สองคือการที่จะสร้างระบบสตรีมมิ่ง Disney+ ของตัวเองและไปดูแล Hulu (ทีี่มีสมาชิกประมาณ 25 ล้านคน) ก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และสุดท้ายการจะดึงลูกค้าของเจ้าอื่นๆมาต้องมีการตัดราคาและรายได้น่าจะลดลงพอสมควร เป็นเกมส์การแข่งขันที่ยาวนาน พวกเขาต้องพร้อมกลั้นหายใจและเผาเงินเพิ่มถ้าอยากโผล่พ้นน้ำออกมาอย่างผู้ชนะ

Netflix อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุด เริ่มก่อนใครเพื่อน มีคอนเทนท์ที่สนุก มีระบบ AI ที่ทำงานเบื้องหลังอย่างดีเยี่ยม รู้ว่าคอนเทนท์ไหนที่เราน่าจะชอบและแนะนำเรื่องใหม่ๆมาให้เรื่อยๆจากประวัติการชมของลูกค้าแต่ละคน แต่ Netflix ก็ยังคงเป็นหนี้อยู่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ เพราะฉะนั้นยังคงไม่กำไรในเร็วๆนี้ การกู้เงินเพื่อมาสร้างคอนเทนท์ใหม่จึงถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องทำ เพื่อให้พวกเขาเป็นผู้นำในธุรกิจสตรีมมิ่งอันร้อนแรงนี้

แข่งกันทำไมเมื่อไม่ได้กำไร? อย่างแรกที่ต้องคิดเลยก็คือว่าทุกอย่างเป็นสตรีมมิ่งแทบทั้งหมดแล้ว หลังจากที่มี YouTube หรือ Netflix ความสะดวกสบายและความบันเทิงก็มาอยู่บนหน้าจอ ทางเลือกที่จะนอนตีพุงอยู่บ้านเปิดหนังดูจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ททีวีที่บ้านดูก็มีสูงขึ้น ส่วนแพคเกจทีวีที่เราคุ้นเคยกันตั้งแต่เมื่อก่อนก็มีการยกเลิกไปแล้วซะส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่มีใครเลยที่จะได้กำไร อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้นี้

ยกตัวอย่าง ESPN+ (ซึ่งก็คือของ Disney นั้นแหละ) ที่เป็นช่องกีฬาแบบสตรีมมิ่งก็มีสมาชิกประมาณสองล้านคนภายในหนึ่งปี สร้างรายได้ให้กับบริษัทกว่าสองพันล้านเมื่อปีที่ผ่านมา แต่จากผลสำรวจของบริษัท Kagan ก็ดูเหมือนว่าช่วงพีคของพวกเขาก็จะผ่านไปแล้วเช่นเดียวกัน จำนวนคนสมัครก็เริ่มลดลง กำไรก็ยังไม่น่าจะได้ในอีกหลายปีข้างหน้า


เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่ Disney ให้ไปทุ่มให้กับ Disney+ ที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ ภาพยนต์เรื่องยาวของพวกเขาทำเงินได้อยู่ตลอดเมื่อเข้าฉายในโรง และการที่ Disney จะสร้างเวอร์ชั่นที่ส่งตรงถึงบ้านผู้ชมเลยก็เรื่องที่หลายคนตื่นเต้น ซีรี่ย์ต่างๆจาก Lucasfilm และ Marvel ก็น่าจะดึงดูดแฟนๆได้พอสมควร มีการคาดการณ์ (ที่มองทางบวกแบบสุดๆ) จากธนาคาร JPMorgan Chase ว่าภายในปี 2022 จะลบส่วนขาดทุนได้หมดและเริ่มทำกำไรตั้งแต่ตอนนั้น โดยจะมีสมาชิกภายในประเทศประมาณ 45 ล้านคนและต่างประเทศทั่วโลก 115 ล้านคน

เมื่อคำนวณเป็นตัวเลขที่ประมาณ $8-$10/เดือน/คน เท่ากับรายได้ประมาณ 15,000 – 19,000 ล้านเหรียญต่อปี คิดเป็นสัดส่วนเทียบกับรายได้ปีที่แล้วประมาณ 25% เลยทีเดียว

ในตอนนี้บริษัทอื่นๆก็ยังดูเหมือนกล้าๆกลัวๆ อยากเข้ามาเล่นในเกมส์นี้แต่ก็มีหมากให้เดินเพียงไม่กี่ตา เพราะฉะนั้นถ้าให้เดาว่าสุดท้ายแล้วจะเหลือใครบ้าง คงเดากันไม่ยากเท่าไหร่

เพียงแต่ว่าเมื่อถึงจุดนี้ที่ผู้ชมคาดหวังคุณภาพระดับฮอลลีวู้ดในซีรี่ย์ที่ชม (อย่าง Game of Thrones) รายจ่ายในการสร้างคอนเทนท์แต่ละชิ้นของทุกบริษัทก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆด้วย เมื่อนั้นมันก็เหมือนม้าที่วิ่งตามแครอทที่ห้อยอยู่ข้างหน้า วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึง สุดท้ายแล้วทุกคนจะหมดแรงและหยุดกันหมดรึเปล่า?


ส่วนคำถามที่ว่าใครจะซื้อ Netflix? ตอนนี้เขายังไม่ขายหรอกครับ…อาจจะต้องรอสักพักหนึ่ง เมื่อรายรับโตไม่ทันรายจ่ายและนักลงทุนทั้งหลายสละเรือและไปหาธุรกิจที่มีโอกาสในการทำกำไรมากกว่า ตอนนั้นคำถามอาจจะเปลี่ยนไปเป็น “ใครอยากจะซื้อ Netflix บ้าง?”

Tags:

bob igerbuyoutdisney+netflixreed hastingsstreamingstrugglewarเน็ตฟลิค

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

When the giant awakes – เมื่อยักษ์ Microsoft ฟื้นคืนชีพภายใต้การนำของ Satya Nadella

Next

ถ้า Facebook จะตายหายไปจากโลกนี้?

Next
October 23, 2020

ถ้า Facebook จะตายหายไปจากโลกนี้?

Previews
October 22, 2020

When the giant awakes – เมื่อยักษ์ Microsoft ฟื้นคืนชีพภายใต้การนำของ Satya Nadella

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

ยุคทองของ Netflix ได้ผ่านไปแล้ว?

by sopons
October 17, 2020

Netflix, but for Gaming – เล่นกันให้สาแก่ใจ เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุนธุรกิจใหม่เพื่อเป็น Netflix แห่งวงการเกมส์

by sopons
October 19, 2020

ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ

by sopons
November 27, 2024

มีเงินในกระเป๋าแล้วทำไม Apple ยังไม่ซื้อ Netflix?

by sopons
October 23, 2020
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact