หรือ Apple แพงเกินไปแล้วสำหรับลูกค้า? ถ้าเจอ Tim Cook ผมอยากบอกเขาว่า… ใครในที่นี้ยังบอกว่าสินค้าของ Apple ราคาถูกมั้งครับ? น่าจะเป็นส่วนน้อยและอาจจะเป็นแฟนบอยสาวกตัวยงเท่านั้นที่ยังคิดแบบนั้น ซึ่งสำหรับเราๆท่านๆนั้นต้องเริ่มตะขิดตะขวงใจบ้างแล้วว่า “เฮ้ยยย….ทำไมแพงจังเว้ย?”
ช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่หน้าจอพับไปมาได้เป็นอย่างมาก ทั้ง Samsung, Huawei ที่เปิดตัวของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ยังมีอีกหลายแบรนด์อย่าง Motorola, Oppo, LG และ Xiaomi (บางแหล่งข่าวบอก Apple ก็อาจจะมีด้วยเช่นเดียวกัน) ต่างพากันยกขบวนขึ้นรถไฟสมาร์ทโฟนพับได้แห่งอนาคตอย่างพร้อมเพรียงกัน
นั้นสิครับ…ผมก็ครุ่นคิดถึงคำถามนี้ตลอดระหว่างที่นั่งดูซีรี่ย์ “The Kingdom” ที่เพิ่งจบได้แบบ Cliffhanger อย่างมาก (คืออยากรู้มากว่าตัวเอกจะต้านฝูงซอมบี้ได้ยังไง) คือที่คำถามนี้ผุดขึ้นมาก็เพราะว่าอย่างแรกเลยผมนั่งเสพคอนเทนท์บน iPad โดยระหว่างนั้นก็ใช้ iPhone เพื่อเช็คว่าซีซั่นสองจะมาเมื่อไหร่ แล้วอยู่ๆก็มีความคิดขึ้นมาว่า “ทำไม Apple ไม่ซื้อ Netflix ไปให้เลย ไหนๆตัวเองก็พยายามมาทางนี้อยู่แล้ว ถ้าซื้อ Apple ก็จะกลายเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดทันที มีคอนเทนท์ของตนเองเพียบ แถมยังขายสมาชิกรวมกับ iCloud เป็นรายเดือนไปเลยก็ได้ ฯลฯ”
อาทิตย์ก่อน Amazon เพิ่งกดตู้เอทีเอ็มถอนเงินสดออกมาประมาณพันกว่าล้านเหรียญ (32,000 ล้านบาท) เพื่อซื้อบริษัทที่ทำกริ่งประตูสำหรับสมาร์ทโฮมที่ชื่อว่า Ring จากเมือง Santa Monica รัฐ California เทียบกับ 13.2 พันล้านเหรียญที่ Amazon ควักกระเป๋าจ่ายให้กับ Whole Foods Market เมื่อกี่ก่อนหน้าอาจจะดูเป็นเงินขี้เล็บ แต่ในประวัติศาสตร์ของ Amazon แล้ว ครั้งนี้ถือเป็นดีลใหญ่อันดับสอง
Facebook เป็นบริษัทที่ใหญ่มาก ทั้งในเรื่องของมูลค่าทางตลาดและการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้งานทั่วโลก ถ้าเปรียบโลกใบนี้เป็นมหาสมุทร จะบอกว่าพวกเขาเป็นวาฬสีน้ำเงิน สิ่งมีชีวิตที่ขนาดใหญ่ที่สุดในนี้ก็ไม่ผิดอะไรนัก และถึงแม้จะมีศัตรูอยู่บางในบริเวณใกล้เคียง แต่ก็แทบจะไม่มีนักล่าคนไหนที่สามารถทำอันตรายมันได้เลย ซึ่งถ้าใครเคยอ่านนิทาน Pinocchio คุณผมเราท่านที่ใช้งานกว่า 2.3 พันล้านคนทั่วโลกก็เหมือนนั่งอยู่ในท้องวาฬตัวนี้ เขาอยากพาไปไหนก็ต้องไปด้วยกันนี้แหละ
คำถามแบบนี้มักโผล่ขึ้นมาเสมอกับธุรกิจที่กำลังเติบโต หลายต่อหลายครั้งมันก็เกิดขึ้นจริงๆซะด้วย (doubleclick โดน Google, aQuantive โดน Microsoft ฯลฯ) แต่สำหรับ Netflix หล่ะ เป็นไปได้ไหม? เพราะพวกเขากำลังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ เรียกได้ว่าจะหาใครมาทาบในตอนนี้คงเป็นเรื่องยาก แต่…ถ้าพี่เบิ้ม Amazon หรือ At&t หรือ Comcast หรือ Apple หรือ…แม้แต่ Google, HBO, Disney และ Microsoft จะเป็นไปได้ไหม? มีข่าวลือว่า Bob Iger ของ Disney ถาม Reed Hastings (CEO ของ Netflix) แบบตรงๆว่าเขาสนใจไหม? Hastings บอกคำเดียวว่า “ไม่”
พวกเขาเกือบเป็นอดีตไปแล้วไมโครซอร์ฟ เกือบหนึ่งทศวรรษที่พวกเขาอยู่เงียบๆและเก็บกินบุญเก่าที่สะสมมา ทำอะไรก็ไม่ดูเหมือนเป็นเรื่องตลกและตามคนอื่นๆก้าวหนึ่งอยู่เสมอ ตั้งแต่ Zune, Bing ไปจนกระทั่ง ระบบ OS บนมือถือสมาร์ทโฟน ทุกอย่างล้วนไม่ได้รับเสียงตอบรับตามที่คาดหวังเอาไว้ทั้งสิ้น (ยังโชคดีที่ Gaming ยังพอเป็นแสงสว่างได้อยู่บ้างเล็กน้อย)
ในเดือนตุลาคม, Google เริ่มทดสอบการให้บริการ cloud-gaming ที่เรียกว่า “Project Stream” โดยใช้เกมส์ที่มีทุนสร้างมหาศาลอย่าง “Assassin’s Creed Odyssey” โดยตัวเกมส์นี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานบนเครื่องที่เฉพาะและ PC ที่ประสิทธิภาพสูง แต่ด้วยความที่การประมวลผลหนักๆถูกโยกไปไว้บนศูนย์ข้อมูลของ Google แลปท็อปที่ทำงานทั่วไปก็สามารถที่จะเล่นเกมส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่มีปัญหา
ความพยายามของอเมริกาที่จะชะลอการเติบโตของ Huawei ก็เริ่มส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเดือนเมษายน, Huawei รายงานผลประกอบการยอดขายที่เติบโตกว่า 39% ภายในไตรมาสแรกจากปีก่อน แม้ว่ารัฐบาลของอเมริกาจะชักชวนหลายๆฝ่ายไม่ให้ทำธุรกิจกับบริษัทแห่งนี้ แต่ตอนนี้ CEO ของ Huawei, Ren Zhengfei คาดการณ์ว่ารายได้ของพวกเขาน่าจะลดลง 7 พันล้านเหรียญในปีนี้
ไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราอยู่กับข้อมูลจำนวนมหาศาลทุกวัน ตื่นเช้ามาเปิดทีวี ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าไปที่ทำงานกดเปิดเฟสบุ๊คอัพโหลดฝูงมหาชนที่อัดกันอยู่ในนั้น เปิดเกมส์เล่นออนไลน์ฆ่าเวลาระหว่างนั่งรอประชุม ช้อปปิ้งเสื้อผ้าออนไลน์เพื่อมาส่งที่บ้าน จองตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศในช่วงวันหยุด เปิดเพลงจาห spotify ฟังระหว่างทำงาน กลับบ้านนั่งดู Netflix ระหว่างที่รออาหารจาก Line Man ไปจนกระทั่งการค้น Google สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลทั้งหมด อาจจะแตกต่างกันในแต่ละรูปแบบและกฎหมายที่ควบคุมในแต่ละที่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการ (บริษัทต่างๆ) สามารถทำอะไรกับข้อมูลของเราก็ได้ตราบใดที่มันไม่ผิดกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งมันก็ไม่ได้มีเรื่องความรับผิดชอบหรือรู้สึกผิดชอบชั่วดีเข้ามาเกี่ยวข้องจนกว่าจะมีรัฐาลออกมา “ทำแบบนี้ไม่ได้นะ!” เพราะสุดท้ายแล้ว…ความจริงก็คือเงินถืออำนาจเหนือทุกอย่าง