Artificial intelligence (AI) ไม่ใช่เครื่องมือที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายหรือมาทดแทนนักระบาดวิทยาที่เป็นมนุษย์ แต่มันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกของการแพร่กระจายโรคติดต่อ ที่ AI จะกลายมาเป็นเครื่องมือช่วยในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นได้
ลองนึกภาพในหัวว่าอยากจะสร้างบริการจองตั๋วคอนเสิร์ทขึ้นมาออนไลน์ ก่อนที่จะมี Cloud เราอาจจะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาตัวหนึ่งแล้ววางทุกอย่างใส่ในนั้นไว้ (host) เมื่อไหร่ก็ตามที่มีลูกค้าอยากจะจองตั๋ว เขาก็ส่งคำขอมาจากคอมพิวเตอร์ผ่านอินเตอร์เน็ตมาหาเซิร์ฟเวอร์ของเรา เซิร์ฟเวอร์ก็ประมวลผลแล้วก็ส่งข้อมูลกับไปยังคอมพิวเตอร์ของลูกค้า อารมณ์ก็จะประมาณนี้
จากอัฟกานิสถานถึงไนจีเรีย เคนย่าถึงเบลีซ อินเดีย อินโดนีเซีย รวมทั้งสยามประเทศ เงินมากมายมหาศาลถูกภาครัฐที่ดูแลการเลือกตั้งนำไปใช้สำหรับเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบการเลือกตั้งนั้นดีขึ้นกว่าเดิม หนึ่งในเหตุผลที่หลายๆฝ่ายชอบยกมาสนับสนุนในเรื่องนี้ก็เพื่อการควบคุมและดูแล “ความเชื่อใจ” ที่ประชาชนมีต่อการเลือกตั้งในประเทศเหล่านั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลมองข้ามหรือลืมใส่ใจก็คือว่าถ้าพวกเขาจัดระบบให้ดี มีการวางกฎที่มั่นคงแน่นอน มีฝ่ายที่ควบคุมรับผิดชอบอย่างจริงจังและตรวจสอบได้โปร่งใส มันจึงจะเกิด “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความเคารพ” ในกลุ่มประชาชนจริงๆ ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีที่เหมือนเล่นมายากลจากโลกอนาคต
เช้าวันหนึ่งขณะที่ผมตื่นขึ้นมาตอนประมาณตีห้า หยิบเสื้อที่เพิ่งได้รับมาเมื่อตอนเย็นใส่ มือกวักน้ำเย็นที่ไหลออกมาจากก็อกน้ำในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าให้ร่างกายตื่นตัว มองกระจกเห็นเงาผู้ชายคนหนึ่งในนั้น “มึงบ้ารึเปล่าวะ? จะไปวิ่งทำไม Virtual Run วิ่งคนเดียวไปเรื่อยๆ เวลาดีแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีแรงฮึดจากคนรอบข้าง และที่สำคัญมันไม่มีแม้แต่จุดสตาร์ท…”
ในวันที่หันไปทางไหนก็เจอแต่คำว่า “SMART Technology” ซึ่งใช้กันแบบเกลื่อนกลาดจนบางครั้งผู้ใช้เองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากที่ไหน หลายคนก็เข้าใจว่า “smart” ก็คือเทคโนโลยีที่ “ฉลาด” นั้นแหละ ดีกว่าเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้ ในมุมหนึ่งมันก็จริงอยู่ เพียงแต่ว่ามันมีที่มาที่ไปของคำว่า “SMART” ที่ควรเข้าใจก่อนจะใช้มันอย่างกว้างขวาง
Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังได้ตีพิมพ์บทความ “Gartner Top 10 Strategic Technology Trends for 2020” ซึ่งเป็นบทความที่ว่าด้วยเทรนด์ของเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประเด็นเหล่านี้และธุรกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีไม่ว่าด้านใดก็ตาม ประเด็นที่ Gartner กล่าวถึงมีทั้ง Hyperautomation, Blockchain, AI security, Distributed Cloud และ Autonomous things ซึ่งกำลังก่อให้เกิด disruption และสร้างโอกาสสำหรับเทรนด์กลยุทธทางเทคโนโลยีในปีนี้
ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในโลกใบนี้ – คนทั่วไป พนักงานประจำ หรือ เจ้าของธุรกิจเล็กใหญ่ – คงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าอินเตอร์เน็ตนั้นมีความจำเป็นกับชีวิตประจำวันของเราไม่มากก็น้อย สำหรับบุคคลทั่วไปแล้วในเวลานี้มีแพคเกจอินเตอร์เน็ตที่ติดบ้าน – Home Internet (หรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเน็ตบ้าน) – ความเร็วสูงมาให้เลือกกันอย่างหลากหลาย แถมราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัย 2-3 ปีก่อนหน้านี้
5G and How it will change our lives – ระบบสื่อสารไร้สายยุคที่ 5 ที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราในอนาคต
ลองคิดภาพ “นั่งเล่นเกมส์ออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับผู้เล่นมากมายบนโลกใบนี้ด้วย VR Headset หรือ Smartphone แบบ Real-time ไม่มีการกระตุก ไม่มีหน่วง ในขณะเดียวกันที่นั่งอยู่ในรถยนต์ไร้คนขับที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง”
CEO Mark Zuckerberg มีการวางแผนกลยุทธ์ที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ WhatsApp, Instagram (ส่วนของ direct messages) และ Facebook Messenger เพื่อที่จะให้เมสเสสสามารถส่งผ่านหากันได้หมดทุกแพลตฟอร์ม สำนักข่าว The New York Times ได้เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยบอกว่าพี่มาร์คนั้นต้องการเริ่มใช่เทคโนโลยีที่เรียกว่า “end-to-end encryption” ซึ่งแค่การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ก็ถือว่าเป็นงานขนาดยักษ์ที่ต้องใช้ขุมกำลังขนาดมหาศาลแล้ว เพิ่มการออกแบบระบบที่สามารถใช้ได้ทั้งสามแอพพลิเคชันพร้อมกับ end-to-end encryption (ที่ผู้ใช้งานจะใช้ได้แบบไม่งงงวย) ถือเป็นขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดเลยก็ว่าได้
นี่อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับ “Social Media”, ถ้าเปรียบเป็นคนก็คงกำลังโดนมรสุมชีวิตวัยรุ่นที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง และคนที่อยู่รอบข้างก็เริ่มเอือมระอาไม่อยากสุงสิงด้วยอีกต่อไป