คำถามนี้เกิดขึ้นตอนที่กำลังเลือก Theme ใหม่ให้กับ GrowKid หลังจากที่ตอนนี้เรากำลังปรับให้เป็น Activity แล้ว แทนที่จะเป็นท่องเที่ยวและเดินทาง เพราะรู้สึกว่ามันค่อนข้างที่จะยากในการทำเงินในด้านนั้น แต่พอจะเปลี่ยนตีมก็ไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ บางอันก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ บางอันก็แบบใช่แล้ว 70% แต่ก็ไม่เหมือนที่อยากได้ซะทีเดียว พอมันเป็นแบบนี้เลยรู้สึกว่าอะไรมันก็ไม่ดีพอ หรือบางที…อาจจะเป็นเราไม่พอดีกับมันรึเปล่า?
มีอย่างหนึ่งที่ตอนนี้สังเกตเห็นตัวเองคือดื่มกาแฟเข้ม ๆ ไม่ได้แล้ว รู้สึกว่ามันขมไป รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ดื่มแล้วไม่มีความสุข ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปตอนไหน แต่เริ่มชอบคั่วกลางและอ่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ มันแสดงให้เห็นอย่งหนึ่งว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงได้เสมอ แม้แต่รสชาติที่เคยชื่นชอบ ก็กลายเป็นเกลียดได้เช่นกัน
“How do you define yourself?” นี่คือคำถามที่ทรงพลัง ที่ Lizzie Velasquez (ผู้หญิงที่เคยถูกบูลลี่เรื่องหน้าตาว่าเป็น “the world’s ugliest woman”) พูดไว้บน TED Talk ว่าเธอมีจุดต่ำสุดของชีวิตแล้วต้องเลือกระหว่างจะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยให้ “คนอื่น” นิยามตัวคุณว่าคุณเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ หรือ เลือกที่จะจำกัดความตัวคุณเองว่าเป็นใคร แล้วเธอก็ถามคำถามนี้ “How do you define yourself?”
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นถือว่าหนักหน่วงเอาเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการจากไปของน้องเมสเซนเจอร์คนสำคัญของทีม ไปจนถึงการเตรียมตัวพิชชิ่งกับ NIA รอบไฟนอลเพื่อขอทุน
วันก่อนมีโอกาสได้คุยกับน้องคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปัญหาและภาระที่น้องกำลังเผชิญอยู่ โดยส่วนตัวแล้วผมพอจะรู้ว่าน้องกำลังเหนื่อยมากเพราะเคยผ่านจุดเหตุการณ์ที่คล้ายกันมาก่อน จำได้ว่าตอนที่ตัดสินใจลาออกจากงานโปรแกรมเมอร์และต้องกลับมาบ้านผมนั่งร้องไห้กับตัวเองอยู่นานหลายชั่วโมง แน่นอนว่ามองย้อนกลับไปผมก็คงยังจะตัดสินใจแบบเดิม เพราะยังเชื่ออยู่ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่การเข้าใจว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไม่ได้ทำให้ความเจ็บในหัวใจลดน้อยลงไปซะเมื่อไหร่ ผมร้องไห้แล้วก็บอกกับตัวเองว่า “มันเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราตัดสินใจถูกแล้ว”
เมื่อวานช่วงถามตอบคำถามเป็นช่วงที่สนุกดี น้องๆหลายคนที่กำลังอยู่ในวัยยี่สิบกว่าๆ ดวงตาดูมีไฟที่คุกรุ่นพร้อมอยากจะออกไปลุยสนามจริงกันอย่างมาก เห็นแล้วก็อดนึกถึงตัวเองในช่วงวัยนั้นไม่ได้ที่กำลังวิ่งตามหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความฝัน’ ซึ่งในเวลานั้นไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่มีภาพในหัวที่เลือนลางประมาณว่าอยากทำงานที่ท้าทาย มีความหมายกับคนรอบข้าง และทุกเช้าที่ตื่นมาก็จะพร้อมลุยกับมันอยู่เสมอ มันเป็นความฝันที่เลือนลางจนเลื่อนลอย, ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหามาจากไหนไอ้งานหรือสิ่งที่อยู่ในหัวนั้น ผ่านมาถึงตอนนี้เมื่ออายุ 38 ขวบปีก็มองย้อนกลับไปก็ได้แต่อมยิ้ม เพราะถ้าให้บอกว่าตอนนี้ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วไหม? ก็คงใช่ในระดับหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกวันก็ยังคงเป็นความท้าทาย งานก็ยังคงสนุก มีเรื่องให้ต้องทำอยู่ทุกๆวัน ซึ่งที่ผ่านมาตลอดสิบกว่าปีที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานอย่างจริงจังนั้นเส้นทางชีวิตก็ไม่เคยเกิดขึ้นตามที่คิดเอาไว้เลย (ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่ตัวผมเองนี้เส้นชีวิตอย่างยุ่งเหยิงเลย) แต่ในความ ‘คาดเดาไม่ได้’ นั้นเองก็เป็นเสน่ห์ของชีวิต
วันนี้มีโอกาสเป็นวิทยากรที่โครงการ YEC ของ Step CMU ไปแชร์ประสบการณ์การทำ Busy Rabbit ตลอดสามปีที่ผ่านมาว่ามันชอกช้ำระบมมากมายขนาดไหน (หัวเราะทั้งน้ำตา เอามือก่ายหน้าผากเบาๆ) เล่าถึงประสบการณ์ความเปลี่ยนแปลงและโอกาสในการเติบโตต่อไปข้างหน้าว่าจะเป็นยังไงบ้าง ระหว่างที่รอขึ้นพูด ก็มีโอกาสได้นั่งฟังวิทยากรท่านอื่นๆอีกหลายท่าน ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จมากมาย ได้แต่นั่งทึ่งในความสามารถของแต่ละคนแล้วก็มองกลับมาดูตัวเองก็รู้สึกว่ายังห่างไกลพวกเขาเหล่านั้นมาก จังหวะนั้นก็เริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย อารมณ์เหมือนอยู่ไม่สุข รีบนั่งแก้สไลด์ของตัวเองเพราะรู้สึกว่ายังไม่ได้ดีพอ ควรใส่ตรงนั้นตรงนี้เพิ่ออีกหน่อย ทั้งๆที่เมื่อคืนก็ตั้งใจทำหลายชั่วโมงและเช้านี้ก็ตื่นมาแต่เช้าเพื่อเรียบเรียงความคิดเขียนเป็นบทความยืดยาวเพื่อให้สมองซึมซับข้อมูลให้มากที่สุด แต่ก็ดูเหมือนว่าตอนนี้มันยังไม่ดีพอ
มีพี่คนหนึ่งที่ผมรู้จักเขาเพิ่งแต่งงาน ครั้งหนึ่งเคยถามว่าพี่เขาเจอผู้หญิงคนนี้ยังไง? เพื่อนแนะนำมาเหรอ? เขาบอกไม่ใช่เลย เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่ได้คุยกันเพราะเห็นรูปโปรไฟล์กันแล้วก็รู้สึกถูกชะตา เขาเลยทักทายไป ผ่านมาแล้วหลายปีหลังจากการเซย์เฮลโล่ในวันนั้น ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่กลายเป็นสามีภรรยากันเรียบร้อย ความรักยังคงเป็นหัวใจของความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองคน แต่เรื่องแบบนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกที่คนตั้งคำถามอีกต่อไป ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นบนสายไฟเบอร์กลายเป็นธรรมดามากขึ้นทุกๆวันสำหรับคนในยุคนี้ และมันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน
และแล้ววันนี้ก็มาถึง… มันเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่วันที่ลูกลืมตาขึ้นมาดูโลก ลูกสาวของผมเริ่มโตจนสามารถพูดจาเป็นเรื่องเป็นราว สามารถรับผิดชอบหลายๆอย่างในชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้น เมื่อตอนบ่ายผมเรียกเขามาทานข้าว เขาบอกว่าขอเล่นต่อีกหน่อย แล้วก็หันมาพูดต่อว่า “ปะป๊าอย่าบังคับหนูสิ” แล้วก็ทำคิ้วขมวด ในความน่ารัก มันก็มีความน่าดีดหน้าผากในตัวด้วย