วันก่อนมีโอกาสได้นั่งดื่มกาแฟกับพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา นักเขียนและคอลัมนิสต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของบ้านเรา
แพชชั่นกลายเป็นคำสวยหรูศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ว่าจะทำงาน ทำธุรกิจ บางทีมันก็เวิร์ค แต่บางทีไม่ว่าคุณจะมีแพชชั่นกับมันมากขนาดไหน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่พอ
ถึงจุดหนึ่งที่ผลลัพธ์อาจจะเริ่มไม่ได้เป็นอย่างหวัง มันเริ่มท้อ คนเริ่มไม่สนใจ ทำอะไรก็เริ่มติด ๆ ขัด ๆ เวลานี้แหละที่เราจะเริ่มหลงทาง แทนที่จะพยายามทำให้ดีขึ้น แต่เรากลับเริ่มสนใจ ‘คนอื่น’ มากกว่า
เราอาจเลือกเดินในทางของโลกที่คนอื่นเห็นว่า ‘เหมาะสม’ อายุเท่านี้ควรแต่งงานแล้วสิ อายุเท่านี้ควรมีลูกแล้วสิ อายุเท่านี้ควรมีบ้านแล้วสิ ฯลฯ หรือ…เราเลือกเดินในทางที่ตัวเองอยากเดิน
คล้ายกับการยิงธนู เราฝึกยิงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เราจดจ่อกับการเตรียมตัวให้ดีที่สุด เล็ง แล้วก็ปล่อย ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกแล้วครับ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเคยคิดว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะหลายอย่างพร้อมกันได้ เป็นมนุษย์กึ่งซุปเปอร์แมนที่ทำงานเขียนเต็มเวลาแต่ทำธุรกิจไปด้วยได้…แต่ผมคิดผิดครับ
ตอนที่เรากลับบ้านเท่านั้นที่เราสามารถจะเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับการเดินทางนั้นและนำความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาใช้
คำถามที่เรย์มักโดนถามเสมอคือเรื่อง ‘หลักการสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยที่จบใหม่’ คนหนุ่มสาวที่กำลังก้าวสู่โลกการทำงานว่าควรทำยังไงกับชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
บางทีเราก็ติดกับดักความคิดของการ ‘หามาได้เยอะ ก็ใช้เยอะขึ้นอีกหน่อย’ อย่างไม่ทันรู้ตัว มีคนมากมายในโลกนี้ที่เงินเดือนหลักแสนหลักล้านแต่รู้สึกว่าตัวเอง ‘มีไม่พอ’ ไม่เท่าคนอื่น
มีการสำรวจในปี 2019 บอกว่าเด็กสมัยนี้อยากจะเป็น YouTuber มากกว่านักบินอวกาศซะอีก แต่มันไม่ได้สวยหรูอย่างนั้นเลยส่วนใหญ่
อินฟลูเอนเซอร์ ทุ่มเทอย่างมากเพื่อสร้างคอนเทนท์แต่สุดท้ายกลายเป็นงานทำฟรีที่ช่วยโปรโมทแบรนด์ต่าง ๆ แค่เท่านั้น เบิร์นเอาท์และซึมเศร้ากลายเป็นเพื่อนสนิทที่เข้ามาเคาะประตูแบบไม่ได้เชื้อเชิญ