“เอาหน่า เมื่อเช้าวิ่งมาแล้ว วันนี้ขอกินเลย์สักถุงหนึ่งก็แล้วกัน” “เอาเบอร์เกอร์กับเฟรนช์ฟราย…ขอโค้กซีโร่นะครับ” “วันนี้กินวิตามินเม็ดไปแล้ว ขอสูบบุหรี่สักมวนละกัน” มีครั้งหนึ่งที่นั่งจับไข่คุยกัน…เฮ้ย! จับเข่าคุยกันกับเพื่อนๆเรื่องออกกำลังกาย (แหมเปิดประโยคมาก็มีเสียวซะละ) ถึงเหตุผลว่าทำไมหลายคน รวมถึงพวกเรากันด้วย หลังจากที่ตั้งปฏิญาณซะดิบดีว่าจะกลับมาดูแลสุขภาพตัวเองแบบเป็นจริงเป็นจัง หลายคนก็ทำได้ต่อเนื่องสักพักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เริ่มเถลไถลออกนอกลู่นอกทางในที่สุด (มีส่วนน้อยที่ทำจนกลายเป็นนิสัยแล้วก็ดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง….อะ ปรบมือสิครับ)
ชีวิตใหม่ มีเพื่อนผมคนหนึ่งที่บ้านฐานะค่อนข้างดี ครอบครัวพร้อมทุกอย่าง แต่งงานกับผู้หญิงที่รักมาแล้วเกือบ 10 ปี ขาดอย่างเดียวคือทายาทสืบสกุล ซึ่งครั้งแรกที่เขาบอกผมว่ากำลังพยายามอยู่นั้นไม่ได้มีความกังวลใดๆแฝงอยู่ในน้ำเสียงอันหนักแน่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆแล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าเจ้าตัวน้อยจะมาซะที ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของความแห้งแล้งของผลผลิต ผลที่ออกมาทุกอย่างกลับดูเป็นปกติ น้องๆสเปิร์มก็ปริมาณมากมาย ไข่ของผู้หญิงเองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เมื่อการแพทย์ไม่มีทางออก ตอนนี้ก็เริ่มหันไปเดินทางบนบานศาลกล่าววัดนู้นบ้างหลวงพ่อนี้บ้าง ล่าสุดเห็นเพิ่งบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปฮ่องกงเพื่อลูบท้องพระสังกัจจายน์กันแล้ว
ลองนึกภาพในหัวว่าอยากจะสร้างบริการจองตั๋วคอนเสิร์ทขึ้นมาออนไลน์ ก่อนที่จะมี Cloud เราอาจจะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาตัวหนึ่งแล้ววางทุกอย่างใส่ในนั้นไว้ (host) เมื่อไหร่ก็ตามที่มีลูกค้าอยากจะจองตั๋ว เขาก็ส่งคำขอมาจากคอมพิวเตอร์ผ่านอินเตอร์เน็ตมาหาเซิร์ฟเวอร์ของเรา เซิร์ฟเวอร์ก็ประมวลผลแล้วก็ส่งข้อมูลกับไปยังคอมพิวเตอร์ของลูกค้า อารมณ์ก็จะประมาณนี้
จากอัฟกานิสถานถึงไนจีเรีย เคนย่าถึงเบลีซ อินเดีย อินโดนีเซีย รวมทั้งสยามประเทศ เงินมากมายมหาศาลถูกภาครัฐที่ดูแลการเลือกตั้งนำไปใช้สำหรับเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบการเลือกตั้งนั้นดีขึ้นกว่าเดิม หนึ่งในเหตุผลที่หลายๆฝ่ายชอบยกมาสนับสนุนในเรื่องนี้ก็เพื่อการควบคุมและดูแล “ความเชื่อใจ” ที่ประชาชนมีต่อการเลือกตั้งในประเทศเหล่านั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลมองข้ามหรือลืมใส่ใจก็คือว่าถ้าพวกเขาจัดระบบให้ดี มีการวางกฎที่มั่นคงแน่นอน มีฝ่ายที่ควบคุมรับผิดชอบอย่างจริงจังและตรวจสอบได้โปร่งใส มันจึงจะเกิด “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความเคารพ” ในกลุ่มประชาชนจริงๆ ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีที่เหมือนเล่นมายากลจากโลกอนาคต
CEO Mark Zuckerberg มีการวางแผนกลยุทธ์ที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ WhatsApp, Instagram (ส่วนของ direct messages) และ Facebook Messenger เพื่อที่จะให้เมสเสสสามารถส่งผ่านหากันได้หมดทุกแพลตฟอร์ม สำนักข่าว The New York Times ได้เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยบอกว่าพี่มาร์คนั้นต้องการเริ่มใช่เทคโนโลยีที่เรียกว่า “end-to-end encryption” ซึ่งแค่การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ก็ถือว่าเป็นงานขนาดยักษ์ที่ต้องใช้ขุมกำลังขนาดมหาศาลแล้ว เพิ่มการออกแบบระบบที่สามารถใช้ได้ทั้งสามแอพพลิเคชันพร้อมกับ end-to-end encryption (ที่ผู้ใช้งานจะใช้ได้แบบไม่งงงวย) ถือเป็นขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดเลยก็ว่าได้
นี่อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับ “Social Media”, ถ้าเปรียบเป็นคนก็คงกำลังโดนมรสุมชีวิตวัยรุ่นที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง และคนที่อยู่รอบข้างก็เริ่มเอือมระอาไม่อยากสุงสิงด้วยอีกต่อไป
หรือ Apple แพงเกินไปแล้วสำหรับลูกค้า? ถ้าเจอ Tim Cook ผมอยากบอกเขาว่า… ใครในที่นี้ยังบอกว่าสินค้าของ Apple ราคาถูกมั้งครับ? น่าจะเป็นส่วนน้อยและอาจจะเป็นแฟนบอยสาวกตัวยงเท่านั้นที่ยังคิดแบบนั้น ซึ่งสำหรับเราๆท่านๆนั้นต้องเริ่มตะขิดตะขวงใจบ้างแล้วว่า “เฮ้ยยย….ทำไมแพงจังเว้ย?”
ช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่หน้าจอพับไปมาได้เป็นอย่างมาก ทั้ง Samsung, Huawei ที่เปิดตัวของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ยังมีอีกหลายแบรนด์อย่าง Motorola, Oppo, LG และ Xiaomi (บางแหล่งข่าวบอก Apple ก็อาจจะมีด้วยเช่นเดียวกัน) ต่างพากันยกขบวนขึ้นรถไฟสมาร์ทโฟนพับได้แห่งอนาคตอย่างพร้อมเพรียงกัน
นั้นสิครับ…ผมก็ครุ่นคิดถึงคำถามนี้ตลอดระหว่างที่นั่งดูซีรี่ย์ “The Kingdom” ที่เพิ่งจบได้แบบ Cliffhanger อย่างมาก (คืออยากรู้มากว่าตัวเอกจะต้านฝูงซอมบี้ได้ยังไง) คือที่คำถามนี้ผุดขึ้นมาก็เพราะว่าอย่างแรกเลยผมนั่งเสพคอนเทนท์บน iPad โดยระหว่างนั้นก็ใช้ iPhone เพื่อเช็คว่าซีซั่นสองจะมาเมื่อไหร่ แล้วอยู่ๆก็มีความคิดขึ้นมาว่า “ทำไม Apple ไม่ซื้อ Netflix ไปให้เลย ไหนๆตัวเองก็พยายามมาทางนี้อยู่แล้ว ถ้าซื้อ Apple ก็จะกลายเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดทันที มีคอนเทนท์ของตนเองเพียบ แถมยังขายสมาชิกรวมกับ iCloud เป็นรายเดือนไปเลยก็ได้ ฯลฯ”
Facebook เป็นบริษัทที่ใหญ่มาก ทั้งในเรื่องของมูลค่าทางตลาดและการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้งานทั่วโลก ถ้าเปรียบโลกใบนี้เป็นมหาสมุทร จะบอกว่าพวกเขาเป็นวาฬสีน้ำเงิน สิ่งมีชีวิตที่ขนาดใหญ่ที่สุดในนี้ก็ไม่ผิดอะไรนัก และถึงแม้จะมีศัตรูอยู่บางในบริเวณใกล้เคียง แต่ก็แทบจะไม่มีนักล่าคนไหนที่สามารถทำอันตรายมันได้เลย ซึ่งถ้าใครเคยอ่านนิทาน Pinocchio คุณผมเราท่านที่ใช้งานกว่า 2.3 พันล้านคนทั่วโลกก็เหมือนนั่งอยู่ในท้องวาฬตัวนี้ เขาอยากพาไปไหนก็ต้องไปด้วยกันนี้แหละ