เมื่อวันที่ 19 มกราคม 1973 เกิดการยิงกันที่หน้าร้านขายของใจกลางเมืองนิวยอร์กซิตี้ สมาชิกสี่คนของกลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมได้เข้าไปในร้าน John’s and Als ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องกีฬาในบรูคลิน ภายในร้านมีตัวประกัน 12 คน หมอบอยู่ใต้โต๊ะและตามมุมห้อง โดยมีคนถือปืนยืนเฝ้าเอาไว้ รถตำรวจเคลื่อนที่วนรอบอาคารโดยไม่มีทางให้หลบหนีออกไปได้ โชคร้ายที่ด้านในร้านขายอุปกรณ์กีฬามีส่วนขายปืนและกระสุนอยู่ด้วยเพราะฉะนั้น มือปืนเหล่านี้เรียกว่ามีกระสุนแบบไม่จำกัดก็คงไม่ผิดนัก การยิงปะทะเกิดขึ้นยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง หนึ่งในตำรวจที่อยู่ด้านนอกถูกยิงเสียชีวิตและอีกหลายนายบาดเจ็บ ส่วนหนึ่งในมือปืนก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน สิ่งที่ทำให้ปัญหาเลวร้ายลงไปอีกคือกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้เป็นชาวอเมริกันผิวสีด้วย ช่วงนั้นประเด็นเรื่องการเหยียดผิวของตำรวจผิวขาวกำลังร้อนแรงและถูกพูดถึงอย่างมาก ซึ่งในเหตุการณ์นั้นตำรวจแทบทุกคนผิวขาวทั้งสิ้น ฮาร์วีย์ โชลสส์เบิร์ก (Harvey Schlossberg) นักสืบที่มีปริญญาเอกด้านจิตวิทยามาถึงที่เกิดเหตุและสั่งให้ตำรวจทุกนายหยุดยิงทันที เขารู้ว่าสถานการณ์มันกำลังเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ขืนฝืนยิงต่อไปมีโอกาสได้เสียหายหนักกว่านี้อย่างแน่นอน เขารู้ว่าวิธีแก้ไขสถานการณ์นี้คือการสื่อสาร ผบ.ตร.เห็นด้วยกับเขา เพราะจากสถิติแล้วการบุกเข้าไปปะทะในสถานการณ์ที่มีตัวประกันนั้นสามารถก่อความเสียหายต่อชีวิตของทั้งตำรวจและตัวประกันอย่างมาก โชลสส์เบิร์กเรียกตำรวจมาประชุมเพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาตรงนี้และก็พบว่าผู้สอนศาสนาอิสลามในบริเวณนั้นพอดี ซึ่งเขาเป็นคนเดียวที่สมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงยินดีที่จะให้เดินเข้าไปข้างในตึก ผู้สอนศาสนาเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ ส่วนตำรวจได้แต่มองอยู่ข้างนอกด้วยความตึงเครียด ประมาณชั่วโมงหนึ่งผ่านไป ชายคนนั้นก็เดินออกมาแล้วบอกกับตำรวจว่าเขาไม่สามารถโน้มน้าวชายเหล่านั้นให้หยุดได้ กลุ่มหัวรุนแรงบอกว่าพร้อมจะตายไปกับความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา การเผชิญหน้าดำเนินต่อไปเป็นคืนที่สองโดยกลุ่มหัวรุนแรงยิงเป็นครั้งคราว ตำรวจยังคงไม่ได้ตอบโต้อะไร ระหว่างนี้โชลสส์เบิร์กยังคงโทยคุยกับสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงเป็นระยะเพื่อพยายามโน้มน้าวให้พวกเขาวางอาวุธแล้วมอบตัว แม้จะยังไม่ได้ผล แต่ก็ช่วยยื้อเวลาและสร้างความวอกแวกให้กับกลุ่มชายเหล่านั้นได้ และระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ตัวประกัน 9 คนรีบวิ่งหนีออกมาทางประตูหลังแล้วหนีขึ้นไปบนดาดฟ้าซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที นี่ทำให้สถานการณ์ยิ่งกดดันมากขึ้นไปอีกสำหรับกลุ่มหัวรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มกังวลแล้วว่าชายเหล่านี้จะหมดหนทางและเริ่มยิงตัวประกันที่เหลือ […]
แม้แต่จอร์แดนที่ประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับแบรนด์ที่ตัวเองรัก แต่เขาก็ยังกลายเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งได้
ความคิดที่ว่าตัวเองยังไม่ดีพอ กังวล หรือไม่ใช่สิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้บ่งบอกความเป็นตัวตนของตัวเอง เพราะฉะนั้นการยิ่งเราไปให้ความสำคัญกับมัน ยิ่งเราคิดว่าเราต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ สุดท้ายเราก็จะเป็นแบบนั้นจริงๆ
เรื่องราวของแฮนเซนช่วยทำให้เห็นว่าข้อจำกัดไม่ใช่ข้ออ้างให้หยุดฝัน เมื่อยอมรับปัญหาเราถึงจะก้าวไปข้างหน้าได้
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องการเงินและการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ซึ่งวันนี้ก็อยากมาแชร์กันเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ครับ เพราะส่วนตัวก็เจ็บมาบ้างไม่น้อยเช่นกัน
คนที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์นั้นเป็น “essentialist’ หรือคนที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ ‘สำคัญ’ กับ ‘ไม่สำคัญ’ ออกจากกันได้ในชีวิต
มีเทคนิคหนึ่งที่ผมใช้แล้วแก้ปัญหานี้ได้เลยอยากมาแชร์ให้ฟังกันครับ นั่นก็คือการจำกัดสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ ในแต่ละวันออกมา 3 อย่าง แล้วลงมือทำ แค่นั้นเลยครับ
ถึงจุดหนึ่งที่ผลลัพธ์อาจจะเริ่มไม่ได้เป็นอย่างหวัง มันเริ่มท้อ คนเริ่มไม่สนใจ ทำอะไรก็เริ่มติด ๆ ขัด ๆ เวลานี้แหละที่เราจะเริ่มหลงทาง แทนที่จะพยายามทำให้ดีขึ้น แต่เรากลับเริ่มสนใจ ‘คนอื่น’ มากกว่า