Brene Brown : จงกล้าที่จะเปราะบาง เพราะมันหมายถึงการมีชีวิตอยู่
เบรเน่ บราวน์ (Brene Brown) ขณะที่เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ปีแรกของการเรียนมีศาสตราจารย์วิจัยคนนึงกล่าวว่า
“ถ้าคุณวัดมันไม่ได้ มันไม่มีอยู่จริง”
บราวน์ จบ ป.ตรี สาขาสังคมสงเคราะห์ ป.โท สาขาสังคมสงเคราะห์ และตอนนั้นกำลังเรียน ป.เอก สาขาสังคมสงเคราะห์ ตลอดเส้นทางการศึกษาของเธอ ถูกล้อมรอบไปด้วยผู้คนที่เชื่อว่าชีวิตมันยุ่งเหยิง ทำใจรักมันซะ แต่บราวน์จะเป็นขั้วตรงข้าม
บราวน์กล่าวว่า ในวงการของเธอมีประโยคที่พูดกันบ่อยในกลุ่มนักสังคมสงเคราะห์
“จงใช้ความลำบากมาเป็นกำลัง”
แต่บราวน์เป็นพวก “สู้กับความลำบาก ผลักมันออกไปให้ไกล ทำยังไงก็ได้ให้เกรด A ทุกตัว” เธอสนใจในหัวข้อทางสังคมที่ยุ่งเหยิง ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่อยากทำให้มันไม่ยุ่ง เธออยากเข้าใจมัน อยากเจาะลึกลงไปในเรื่องเหล่านั้น เหมือนกับการถอดรหัสแล้ว อธิบายให้ทุกคนได้เห็น
จนวันหนึ่งที่บราวน์ เริ่มคิดถึงก็คือเรื่อง ‘ความสัมพันธ์’ เพราะเมื่อคุณเป็นนักสังคมสงเคราะห์มา 10 ปี สิ่งที่คุณตระหนักได้คือ ความสัมพันธ์เป็นเหตุผลที่เรามานั่งอยู่ตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่สร้างจุดประสงค์และความหมายให้ชีวิตเรา
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ สุขภาพจิต การทารุณกรรม หรือการถูกทอดทิ้งล้วนสัมพันธ์กับความสัมพันธ์ ตามหลักชีวะและประสาทวิทยา ความสัมพันธ์เป็นปัจจัยหนึ่งของสิ่งมีชีวิต คุณรู้จักสถานการณ์นั้นดี เวลาที่คุณได้รับการประเมินจากหัวหน้า แล้วหัวหน้าบอกว่าคุณทำงาน 37 อย่าง ได้เยี่ยมมาก และมีอย่างนึงที่เป็น ‘สิ่งที่ควรปรับปรุง’ บราวน์บอกว่าใคร ๆ ก็จะเอาแต่คิดซ้ำ ๆ ถึง ‘สิ่งที่ควรปรับปรุง’ งานวิจัยของบราวน์ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเวลาที่คุณถามใคร ๆ เกี่ยวกับความรัก เขาจะตอบคุณด้วยเรื่องอกหัก เวลาคุณถามเรื่องความผูกพัน เขาจะเล่าถึงประสบการณ์ที่ปวดร้าวที่สุด ของการถูกแบ่งแยก และเวลาที่คุณถามเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เขาเล่ากลับเป็นเรื่องการตัดขาด
บราวน์ บอกว่าประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มงานวิจัย เธอได้พบสิ่งที่ไร้นิยาม ซึ่งช่วยเผยความลับของความสัมพันธ์ ในแบบที่เธอไม่เข้าใจและไม่เคยเห็นมาก่อน “สิ่งนี้คือความละอาย” ความละอายจริง ๆ แล้วเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า เป็นความกลัวการถูกตัดขาด
เราจะคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเราที่ถ้าคนอื่นได้รู้หรือได้เห็น เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีค่าพอสำหรับความสัมพันธ์ ความรู้สึกแบบนี้บราวน์กล่าวว่า
“มันเป็นเรื่องปกติมาก เรามีกันทุกคน คนที่ไม่รู้จักความละอาย จะไม่สามารถรู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์หรือว่าเข้าใจความสัมพันธ์ได้”
ไม่มีใครอยากจะพูดถึงเรื่องนี้ และยิ่งเราพูดถึงมันน้อยเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีมันมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เป็นพื้นฐานของความละอาย หรือความคิดที่ว่า “ฉันไม่ดีพอ — ฉันไม่ผอมพอ ไม่รวยพอ ไม่สวยพอ ไม่ฉลาดพอ ไม่สำคัญพอ” สิ่งที่เป็นต้นเหตุสำคัญ คือความรู้สึกเปราะบางอย่างรุนแรง ความคิดที่ว่า เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ เราต้องยอมให้คนอื่นเห็นตัวตนของเรา ตัวตนที่แท้จริง
บราวน์เล่าว่าในตอนนั้นเธออยากจะเข้าใจว่าความเปราะบางทางใจ ทำงานอย่างไร และเธอจะเอาชนะมันให้ได้ หลังจากการวิจัยมามากมาย บราวน์เล่าว่าเธอรู้สึกเหมือนจะเข้าใจว่า นี่แหละคือความละอาย นี่แหละคือวิธีที่มันทำงาน เธอเขียนหนังสือ ตีพิมพ์ทฤษฎี แต่ว่ามีบางอย่างที่มันไม่ใช่ และสิ่งที่ว่านั่นคือ ถ้าฉันนำคนที่ฉันสัมภาษณ์ มาแบ่งคร่าวๆโดยใช้เกณฑ์ที่ว่า ใครรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง พวกเขารู้สึกถึงความรักและความผูกพันไหม และอีกกลุ่มที่ต้องพยายามดิ้นรนหามัน
คนที่มักจะสงสัยว่าตัวเองดีพอมั้ย มันมีแค่ตัวแปรเดียว ที่แยกคนออกจากการกัน และตัวแปรนั้นคือ คนที่รู้สึกถึงความรักและความผูกพัน การเชื่อว่าตัวเองมีค่าสำหรับความรักและความผูกพัน แค่นั้นเอง ถ้าพวกเขาเชื่อว่าเขามีค่าพอ และสำหรับบราวน์เอง ส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้เราขาดความสัมพันธ์ คือความกลัวว่าเราไม่มีค่าพอสำหรับความสัมพันธ์นั้นๆ ทั้งในมุมมองส่วนตัวและทางวิชาการ มันเป็นสิ่งที่บราวน์ต้องการเข้าใจมากขึ้น เธอเริ่มวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ใหม่ และหาดูว่าตรงไหนที่เธอเห็นถึงความรู้สึกมีค่า ตรงไหนที่เธอจะได้เห็นคนใช้ชีวิตอย่างนั้น และดูเฉพาะตรงนั้น
คนเหล่านี้มีอะไรเหมือนกัน แล้วคำแรกที่นึกออกคือคำว่า เต็มใจ คนพวกนี้เต็มใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกมีค่า บราวน์ยังค้นพบสิ่งต่าง ๆ ที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันก็คือ คือความกล้า(courage) ซึ่งในความหมายดั้งเดิม คือการเล่าเรื่องราวของตัวเราด้วยหัวใจทั้งดวง
สรุปง่ายๆว่า มีความกล้า ที่จะบกพร่อง เขาเหล่านี้รู้จักรักตัวเองก่อน แล้วจึงเอาใจใส่คนอื่น เพราะความจริงที่ว่า เราไม่สามารถรักคนอื่นได้ ถ้าเราไม่มีความเมตตาต่อตัวเองก่อน และสุดท้ายคือ พวกเขามีความสัมพันธ์ และนี่คือส่วนที่ยาก เพราะความจริงใจ พวกเขายอมทิ้งตัวตนที่เขาคิดว่าเขาควรจะเป็น เพื่อจะเป็นตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ ในการสร้างความสัมพันธ์
อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือสิ่งนี้ พวกเขาเต็มใจยอมรับความเปราะบางทางใจ พวกเขาเชื่อว่า สิ่งที่ทำให้เขาเปราะบาง ทำให้เขางดงาม พวกเขาไม่ได้พูดถึงความเปราะบาง ว่าเป็นสิ่งที่ง่ายดาย แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่ามันเจ็บปวด พวกเขาพูดถึงความสมัครใจ ที่จะบอกว่า “ฉันรักคุณ” ก่อน ความสมัครใจ ที่จะทำอะไร ที่ไม่มีการประกันผล ความสมัครใจ ที่จะรอโทรศัพท์จากคุณหมอ หรือสมัครใจที่จะลงใจไปในความสัมพันธ์ ที่ไม่แน่ว่าจะงอกงาม พวกเขาคิดว่านี่เป็นเรื่องพื้นฐาน
บราวน์เล่าต่อว่า คำนิยามของการวิจัย คือการควบคุมและพยากรณ์ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ควบคุมและพยากรณ์ต่อไป แล้วตอนนี้ภารกิจของเธอคือการที่จะควบคุมและพยากรณ์ ให้คำตอบมาว่า วิธีใช้ชีวิตคือการยอมรับความเปราะบางทางใจ หยุดควบคุม หยุดพยากรณ์ สิ่งนี้นำไปสู่อาการประสาทเสีย บราวน์กล่าวว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอเรียกมันว่าอาการป่วยทางจิต ในขณะที่นักจิตบำบัดของเธอเรียกมันว่าการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ การตื่นรู้ทางจิตวิญญาณฟังดูดีกว่าอาการป่วยทางจิต

บราวน์เล่าว่าเธอต้องหานักจิตบำบัด ในตอนที่บราวน์เจอไดอาน่า (นักจิตบำบัด) เธอบอกเธอมีปัญหาใหญ่ ก็คือ “ฉันมีปัญหากับความเปราะบางทางใจ และฉันรู้ว่าความเปราะบางทางใจ เป็นแก่นแท้ ของความละอายและความกลัว และของการดิ้นรนเพื่อความมีค่า แต่ปรากฏว่ามันก็เป็นจุดกำเนิด ของความสุข และความสร้างสรรค์ ของความผูกพัน ของความรัก และฉันคิดว่า ฉันมีปัญหา และฉันต้องการความช่วยเหลือค่ะ ฉันแค่ต้องการแผน”
เธอใช้เวลาหนึ่งปีในการเข้าใจว่าความเปราะบางทางใจ และความอะเอียดอ่อนเป็นสิ่งสำคัญ ผู้คนอาจยอมรับมันด้วยความเต็มใจ ซึ่งเธอก็บอกว่านั่นไม่ใช่เธอ และ เธอจะไม่สุงสิงกับคนแบบนั้น บราวน์เล่าว่ามันเป็นหนึ่งปีของการต่อสู้อย่างนักเลงข้างถนน ชกกันจนน่วม ความเปราะบางทางใจชกมา เธอก็ชกตอบ เธอแพ้การต่อสู้นั้น แต่ก็ได้ชีวิตกลับคืนมา
เธอกลับมาทำงานวิจัยต่อ และใช้เวลาสองสามปีถัดมา พยายามทำความเข้าใจจริงๆว่า พวกคนเต็มใจตัดสินใจอย่างไร แล้วเรากำลังทำอะไร กับความเปราะบางทางใจ ทำไมการต่อสู้กับมันถึงได้ยากลำบากนัก เธอโพสบน Twitter กับ Facebook ตั้งคำถามว่า “คุณนิยามคำว่า ‘ความเปราะบางทางใจ’ อย่างไร อะไรทำให้คุณรู้สึกเปราะบาง” และภายในเวลาชั่วโมงครึ่ง มีคนตอบกลับมา 150 คำตอบ คำตอบจะมีการพูดถึง การขอให้สามีช่วย เพราะป่วย การชวนสามีหรือภรรยาให้มีเซ็กส์ การถูกปฏิเสธ เมื่อขอเป็นแฟน การรอโทรศัพท์จากโรงพยาบาล การโดนไล่ออก การไล่คนออก
นี่คือโลกที่เราอาศัยอยู่ เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบางทางใจ และวิธีหนึ่งที่เราใช้จัดการกับมัน คือเมินเฉยต่อความเปราะบางทางใจ
บราวน์เชื่อว่ามันเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้คนเป็นหนี้ น้ำหนักเกิน เสพสารและใช้ยา มากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา เพราะปัญหาก็คือ “คุณไม่สามารถเลือกเมินเฉยต่ออารมณ์ได้” คุณไม่สามารถบอกว่า นี่เป็นสิ่งไม่ดี นี่คือความเปราะบางทางใจ นี่คือความเศร้า นี่คือความละอาย นี่คือความกลัว นี่คือความผิดหวัง บราวน์กล่าวว่าไม่มีใครอยากรู้สึกสิ่งพวกนี้ เธออยากจะกินเบียร์สักสองสามแก้วกับมัฟฟินกล้วยหอมกับถั่วเพราะเธอไม่อยากรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ แต่คุณไม่สามารถเมินเฉยต่อความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้นได้ โดยไม่เฉยชาต่ออารมณ์อื่น ๆ ของเราไปด้วย คุณไม่สามารถเลือกเฉยชาเป็นอย่าง ๆ ได้ ดังนั้น เวลาที่เราเฉยชาต่อสิ่งเหล่านั้น เราเฉยชาต่อความปิติ เราเฉยชาต่อความตื้นตันใจ เราเฉยชาต่อความสุข แล้วเราก็เลยทุกข์
เมื่อเรามองหาจุดมุ่งหมายและความหมายของชีวิต เราจึงรู้สึกเปราะบาง แล้วเราก็ดื่มเบียร์ กินมัฟฟินกล้วยกับถั่ว แล้วมันก็กลายเป็นวัฏจักรอันตราย
สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดถึง คือเราเฉยทำไมและอย่างไร และมันไม่จำเป็นต้องเป็นการเสพติด อีกอย่างหนึ่งที่เราทำ เรามักทำให้สิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นสิ่งแน่นอน ยิ่งกลัวมาก เรายิ่งรู้สึกเปราะบางมาก แล้วเราก็จะยิ่งกลัวมากขึ้น การเมืองทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีการอภิปราย ไม่มีการคุยกัน มีแต่การกล่าวโทษ ซึ่งในทางวิชาการแล้ว การกล่าวโทษถูกอธิบายว่า มันคือวิธีปลดปล่อยความเจ็บปวดและความลำบาก เราอยากให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ
และการสร้างความสมบูรณ์แบบ มันอันตรายที่สุด เมื่อเกิดปัญหา ที่คุณควรทำก็คือ จริงใจ แล้วบอกว่า “เราขอโทษ เราจะแก้ไขมัน”
แต่ว่ามันมีอีกวิธีหนึ่ง สิ่งสุดท้ายที่บราวน์อยากจะฝากไว้ เธอเล่าว่าเธอค้นพบว่า การเปิดเผยตัวตนของเรา ให้ถูกมองเห็นอย่างลึกซึ้ง ยอมเปราะบางให้ได้มองเห็น การรักทั้งสุดจิตสุดใจ ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรมารับประกัน มันยากมาก บราวน์เล่าว่าในฐานะพ่อแม่ มันยากและเจ็บปวดมากๆ ในการรู้สึกถึงความตื้นตันและความปิติ ในเวลาที่น่าหวาดกลัว ที่เราสงสัยว่า
“ฉันรักเธอได้มากขนาดนี้จริงเหรอ ฉันเชื่อในสิ่งนี้ทั้งใจจริงๆรึเปล่า ฉันดุได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
เธอปิดท้ายว่าแทนที่จะกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วพูดว่า “ฉันน่ะโชคดีมาก เพราะการที่ฉันรู้สึกเปราะบาง แปลว่าฉันยังมีชีวิต” และสุดท้าย ที่อาจจะสำคัญที่สุดคือการเชื่อว่า “เราดีพอ” เพราะเมื่อเราเริ่มต้นจาก ความเชื่อที่ว่า “เราดีพอแล้ว” เราจะหยุดร้องตะโกน และเริ่มรับฟัง เราจะอ่อนโยนและมีเมตตาต่อคนรอบข้างมากขึ้น และเราก็จะอ่อนโยนและมีเมตตาต่อตัวเองด้วย
ที่มา : https://www.ted.com/talks/brene_brown_the_power_of_vulnerability/transcript?rid=Ca0gO0aTxHNq&utm_source=recommendation&utm_medium=email&utm_campaign=explore&utm_term=watchNow