SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
ThoughtsTravel

When the Office is Dead – เมื่อออฟฟิศกำลังจะตาย ในโลกใหม่ของการทำงาน

sopons
October 17, 2020 One Min Read
729 Views
0 Comments

Google และ Facebook, สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยี, ประกาศอนุญาตให้พนักงานของพวกเขาทำงานจากบ้านได้จนถึงสิ้นปี Twitter เองก็แจ้งในอีเมลถึงพนักงานของบริษัทว่าสามารถทำงานจากบ้านได้ “ตลอดไป” หรือ “ตราบเท่าที่เห็นควร” ออฟฟิศก็ยังพร้อมจะเปิดรับ หรือจะทำงานที่บ้านต่อไปก็แล้วแต่การตัดสินใจของตัวพนักงานเองเพราะที่ผ่านมาประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานก็ไม่ได้ลดลง จึงไม่เห็นว่าการเข้าออฟฟิศเป็นเรื่องที่สำคัญเท่าไหร่อีกต่อไป

ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ๆเท่านั้นที่กำลังมองความสำคัญของออฟฟิศเปลี่ยนไป Jeff Haynie, CEO ของบริษัทสตาร์ทอัพ Pinpoint ในเมือง ​Austin ก็ไม่ต่างกัน ช่วงประมาณต้นเดือนมีนาคม ตอนนั้นเขากำลังมองหาพื้นที่เช่าใหม่สำหรับออฟฟิศเพราะสัญญากับ WeWork กำลังจะหมดลงในเดือนสิงหาคม สิ่งที่เขาคิดอยู่ตอนนั้นก็คืออาจจะต้องหาพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนพนักงานในบริษัท แต่แล้วโรคระบาดก็เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนพนักงานของเขาต้อง ​WFH ทำงานจากบ้านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา

Haynie ได้ทำแบบสอบถามขึ้นมาให้พนักงานเกี่ยวกับสถานการณ์หลังจากที่การระบาดของไวรัสดีขึ้นและสามารถกลับมาทำงานที่ออฟฟิศได้ กว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานบอกว่าถ้าสามารถทำงานจากบ้านต่อไปได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก กลายเป็นว่าเขาต้องกลับมานั่งคิดใหม่อีกครั้งเกี่ยวกับออฟฟิศ เพราะจากขนาดของออฟฟิศที่เคยคิดว่าต้องโตขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นเล็กลงกว่าเดิมเกือบครึ่ง เพราะมันไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่แล้ว อาจจะมีโต๊ะทำงานแบบชั่วคราวมาตั้ง มีห้องประชุม มีพื้นที่ทำงานแบบรวม แถมไม่พอถ้าพนักงานกว่าครึ่งไม่อยากเข้าออฟฟิศบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในบริเวณที่ค่าเช่าแพงเหมือนเดิมก็ได้ด้วย เขากล่าวว่า

“มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คิดถึงเลยเมื่อหกสัปดาห์ก่อน แต่กลายเป็นประเด็นที่ผมต้องเอามาคุยกับนักลงทุนในตอนนี้ โดยทั่วไปแล้วมันก็เป็นสถานการณ์ที่ win-win”

นี่อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกการทำงานเลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้ที่ออฟฟิศเป็นเหมือนหน้าตาของบริษัท ตบแต่งหรูหราสวยงาม ไม่ต่างจากโรงแรมห้าดาวสุดหรูเพื่อให้ลูกค้า พนักงาน หรือนักลงทุนเดินเข้ามาแล้วประจับตราตรึงใจ มันเป็นฉากหน้าที่ดีงามแต่ว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลและค่าเช่าต่างก็สูงมากเช่นเดียวกัน ยิ่งถ้าไปอยู่ในย่านทำเลทองของเมืองใหญ่ ยิ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสิ้นเปลืองของบริษัทเลย เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้ต่อจากนี้ก็คือการลดลงของออฟฟิศใหญ่ๆและการเติบโตของออฟฟิศขนาดเล็กที่เอาไว้เพื่อรองรับการเจอกับลูกค้า สัมภาษณ์พนักงาน หรือแค่ประชุมทีมกันเท่านั้น


ถ้ามีคนพูดแบบนี้สักครึ่งปีก่อนทุกคนคงเบือนหน้าหนี หลายสิบปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการขยายตัวของเมือง ค่าเช่าที่ทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์นี้มีให้เห็นในเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ในประเทศไทยสิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ในกรุงเทพมหานครมีพื้นที่สำนักงานทั้งสิ้น 8.764 ล้านตารางเมตร มีพื้นที่สำนักงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างราว 1.3 ล้านตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จระหว่างปี 2562 – 2565 และอัตราค่าเช่าเติบโตขึ้น 5-10% ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งก็ไม่ได้มีมาตการรองรับการทำงานจากบ้าน อย่าง IBM ก็แคนเซิลโปรแกรมนี้ไปตั้งแต่ปี 2017 และยังมีอีกหลายบริษัทอย่าง Accenture, ATT, Cognizant, Epic Systems, Tesla, SpaceX และ Wells Fargo ที่ถูกประนามโดย David Heinemeier Hansson ผู้ร่วมก่อตั้ง Basecamp (แพลตฟอร์มจัดการโปรเจ็คออนไลน์) ทางทวีตเตอร์ว่าบริษัทเหล่านี้ควรหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว

หลังจากการแพร่ระบาดหนักของ Covid-19 ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทน้อยใหญ่ต่างต้องปรับตัวกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ตาม (แม้แต่บริษัทสตาร์ทอัพของผมเองยังต้องเปลี่ยนเป็นการประชุมออนไลน์และส่งงานผ่านสายเคเบิ้ลมาเกือบสามเดือนแล้ว)​ ในตอนแรกนั้นทุกคนยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง แต่สุดท้ายหลังจากเอาเทคโนโลยีหลายๆอย่างที่มีอยู่มาปรับใช้ก็พบว่ามันไม่ได้ยากจนเกินไป แม้แต่บริษัทการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley และ Barclays ที่มีรายงานว่าจะอนุญาตให้พนักงานของพวกเขานั้นทำงานจากบ้านต่อไปได้แม้ว่าการระบาดนั้นจะดีขึ้นแล้วก็ตาม สิ่งหนึ่งที่บริษัทเหล่านี้พบ (ที่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้) ก็คือว่าการให้พนักงานทำงานจากบ้านนั้นไม่ได้น่ากลัวนาดนั้น ประสิทธิภาพของพนักงานนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมซะด้วยซ้ำ มีบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งที่บอกว่าพนักงานทำงานมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ (นี่ขนาดว่าบางบ้านต้องสู้รบปรบมือกับเด็กๆในบ้านช่วงปิดภาคเรียนด้วยนะ) และต่อจากนี้เมื่อธุรกิจต่างๆต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่หดตัวในหลายๆภาคส่วน การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปอย่างการจ่ายค่าเช่าออฟฟิศราคาแพงทุกเดือนก็เป็นทางเลือกที่มีเหตุผลไม่น้อย


และตอนนี้ทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะมุ่งไปทางนั้น บริษัท Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ได้ยกเลิกสัญญาการเข้าซื้อพื้นที่ขนาดมหึมา 185,000 ตรม. (ที่ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นสัญญาที่มีมูลค่าสูงที่สุดใน Bay Area เลยทีเดียว) จากรายงานข่าวของ The Information ทางด้าน CEO ของ Morgan Stanley, James Gorman, ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าพวกเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพโดยสร้างมลภาวะให้กับโลกได้น้อยลงและคิดว่าเทรนด์นี้น่าจะดำเนินต่อไปในอนาคต บริษัทประกัน Nationwide ก็วางแผนที่จะปิดออฟฟิศกว่า 5 แห่งเพราะจะปรับให้พนักงานบางส่วนนั้นทำงานจากบ้านเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ Groupon ที่เพิ่งปลดพนักงานกว่า 44% ของบริษัทออกก็พยายามแบ่งพื้นที่บางส่วนของออฟฟิศให้กับบริษัทอื่น สตาร์ทอัพอย่าง Culdesac ก็ประกาศว่าจะยกเลิกการใช้สำนักงานใหญ่ที่ San Francisco ไปเลยเพราะตอนนี้การทำงานจากบ้านก็ดำเนินไปด้วยดี

มีการคาดเดาว่ากว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติก็น่าจะอีกปีถึงสองปี ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆการอาศัยอยู่ในเมืองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าดึงดูดสักเท่าไหร่ เมื่อก่อนคนกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองเพราะต้องทำงานที่นี่ แต่เมื่อการใช้ชีวิตในเมืองมีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้องและตอนนี้สามารถทำงานที่บ้าน (ที่จริงจะที่ไหนก็ได้ในโลกแหละ) ผ่านสายเคเบิ้ลได้แล้ว ก็คงอีกไม่นานที่เหล่าแรงงานมีฝีมือเหล่านี้จะเริ่มตระหนักได้ว่าการอาศัยอยู่ในเมืองเป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น พวกเขาสามารถย้ายบ้านออกมาจากความแออัดและใช้ชีวิตในพื้นที่ชานเมืองที่ประหยัดกว่าได้อย่างไม่เดือดร้อน เพราะนอกเรื่องค่าเช่าที่พักอาศัยที่จ่ายน้อยลงแล้ว การใช้ชีวิตแบบ social distancing ในเมืองก็เป็นเรื่องที่ลำบาก โดยเฉพาะการใช้ระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่สามารถหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีได้ ยิ่งทำให้การอาศัยอยู่ในเมืองนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพตัวเองไปด้วย (แม้ว่าที่ผ่านมาอัตราห้องว่างในเมืองยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่เพราะพนักงานส่วนใหญ่ยังคงรอกลับไปทำงาน แต่เมื่อไหร่ที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านได้และเข้าออฟฟิศแค่บางครั้ง ตอนนั้นเราอาจจะเริ่มเห็นอัตราห้องว่างที่สูงขึ้นและค่าเช่าที่ถูกลง)


ซึ่งก็นำมาถึงอัตราการชะลอตัวของป่าคอนกรีตในเมือง ตึกสูงระฟ้าวิวสูงหรือระบบลิฟท์ที่เคลื่อนที่เร็วอาจจะไม่ใช่เป็นที่ต้องการของมนุษย์ยุคใหม่อีกต่อไป แค่คิดว่าต้องไปยืนอยู่ในลิฟท์ที่แออัด เบียดกับคนอื่นๆที่อยู่ในนั้นแย่งกันหายใจ (เราอาจจะเห็นราคาของห้องพักชั้นล่างนั้นราคาสูงขึ้นกว่าชั้นบนเหมือนช่วง 9/11 ก็ได้) แค่นั้นก็ไม่อยากทำแล้ว โรคระบาดระดับโลกครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างช่วยไม่ได้ ทั้งรูปร่างหน้าตาของสัญญาเช่าซื้อต่างๆไปจนกระทั้งการกู้ธนาคารเพื่อลงทุน ตอนนี้สิ่งที่เห็นเกิดขึ้นแล้วก็คือการออกแบบพื้นที่ใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตแบบ social distancing มีปุ่มกดลิฟท์ด้วยเท้า มีการวางจุดเว้นระยะห่าง ห้องประชุมมีการจัดวางเรียงโต๊ะให้ห่างกัน ประตูเป็นแบบอัตโนมัติทั้งหมด มีกล้องตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าอาคาร จุดวางแอลกอฮอล์ล้างมือ มีการตรวจสอบการเข้าออกพื้นที่อย่างจริงจัง (บ้านเราก็มี “ไทยชนะ” ที่ไม่แน่ใจว่าทำงานได้ดีมากขนาดไหน ส่วนตัววันนี้ลองใช้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตแถวบ้านแต่ระบบบอกว่า “เต็ม” ซึ่งก็น่าจะหมายถึงว่าสถานที่นั้นๆไม่ควรเข้าไป แต่ทางซุปเปอร์มาเก็ตเองก็ไม่ได้ห้ามเข้าแต่อย่างใด)

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามที ยังมีบางกลุ่มที่เห็นต่างและเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกับเรื่องร้ายๆที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตอย่างเช่น SARS หรือ 9/11 ที่ตอนนั้นคนทั่วไปต่างกลัวไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายแล้วเราก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมและแทบจะลืมเรื่องราวที่เลวร้ายเหล่านั้นไปเลยทั้งหมด และยิ่งการที่เราต้องใช้ชีวิตแบบเว้นระยะห่างมาขึ้น ยิ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมความต้องการในพื้นที่นั้นจะยิ่งสูงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และการทำงานจากบ้านอาจจะมีประสิทธิภาพในตอนนี้แต่ในระยะยาวไม่มีใครรู้เลยว่ามันจะเป็นยังไง หรือบางทีมันอาจจะเป็นจุดสมดุลย์กึ่งกลางที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ที่พนักงานในออฟฟิศอาจจะไม่เยอะ มีระยะห่างที่พอเพียงสำหรับทุกคน แต่ก็ยังใช้พื้นที่ไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่นัก

ในมุมของธุรกิจแล้วตราบใดที่พนักงานยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่ามันจะมาจากโต๊ะทำงานในออฟฟิศหรือโต๊ะทานข้าวที่บ้านก็ถือว่าไม่ต่างกัน เหมือนดั่งคำพูดของเติ้งเสี่ยวผิงที่บอกว่า

“ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี”

ในอนาคตความสำคัญของออฟฟิศอาจจะน้อยลง อาจจะไม่ตายไปทั้งหมดแต่จะไม่ได้มีหน้าที่เหมือนอย่างที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกวันนี้

Tags:

covid19facebookfeaturedfuturegoogleofficetrendtwitterwfhwork from homework life balancedทำงานจากบ้านอนาคตออฟฟิศ

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

สุขภาพหรือเสรีภาพ? เมื่อ Covid-19 ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องแลกมาด้วยข้อมูลส่วนตัว

Next

ยุคทองของ Netflix ได้ผ่านไปแล้ว?

Next
October 17, 2020

ยุคทองของ Netflix ได้ผ่านไปแล้ว?

Previews
October 17, 2020

สุขภาพหรือเสรีภาพ? เมื่อ Covid-19 ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องแลกมาด้วยข้อมูลส่วนตัว

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

Netflix, but for Gaming – เล่นกันให้สาแก่ใจ เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุนธุรกิจใหม่เพื่อเป็น Netflix แห่งวงการเกมส์

by sopons
October 19, 2020

ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องไม่ดี : ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แปลกคือคนที่คิดว่ามันแปลกมากกว่า

by sopons
August 5, 2022

The Future of Food : ต่อจากนี้อีก 30 ปี เราจะมีอะไรให้กินบ้าง?

by sopons
October 19, 2020

Data, Privacy and Power – ข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และอำนาจ : ใครเป็นเจ้าของข้อมูล รัฐบาล บริษัท หรือผู้ใช้งาน?

by sopons
October 18, 2020
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact