“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” — ต่อให้เป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียวที่สุด ก็ยังอยากให้มีใครสักคนรู้ว่าเขาอยากอยู่คนเดียว ถ้าเราไม่วิ่งไปหาคน คนก็จะวิ่งมาหาเราอยู่ดี นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคน หลายๆคนมักจะคิดว่าผู้เขียนเป็นคนที่นิ่งๆ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร แต่ในความเป็นจริง ผู้เขียนชอบทินเดอร์มากค่ะ 😛
จริงๆแล้ว “ความสมบูรณ์หรือไม่มันไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่ว่าเราไม่กล้าจะลงมือเสียมากกว่า”
การจะหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การคิดว่า “ถ้าเราได้ทำงานที่รัก เราจะไม่รู้สึกว่าทำงานอีกต่อไป” ก็ไม่ถูกซะทีเดียว
โลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดการพลวัตมากมายหนึ่งในนั้นคือ “การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของมนุษย์ต่อถิ่นที่อยู่” ในประเทศที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกรอบตัว ทำให้มนุษย์อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กอย่างการเลือกเสื้อยืดสักตัว เราไม่ได้เลือกแค่ร้านขายเสื้อใกล้ๆบ้าน เราสามารถนั่งอยู่กับที่ในห้อง บนที่นอนหรือโซฟา โดยในมือถือแค่อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เครื่องหนึ่งที่ต่อสัญญาณจากล่องปล่อยสัญญาณสี่เหลี่ยม เพียงแค่นั้นเราก็สามารถหาเสื้อยืดจากทั่วทุกมุมโลกได้ “และถ้าเรามีเงินในบัญชีธนาคารมากพอ เราจะเลือกของที่อยู่ใกล้บ้านแต่ไม่เป็นที่พึ่งประสงค์เพื่ออะไรกันหรือ?”
“How do you define yourself?” นี่คือคำถามที่ทรงพลัง ที่ Lizzie Velasquez (ผู้หญิงที่เคยถูกบูลลี่เรื่องหน้าตาว่าเป็น “the world’s ugliest woman”) พูดไว้บน TED Talk ว่าเธอมีจุดต่ำสุดของชีวิตแล้วต้องเลือกระหว่างจะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยให้ “คนอื่น” นิยามตัวคุณว่าคุณเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ หรือ เลือกที่จะจำกัดความตัวคุณเองว่าเป็นใคร แล้วเธอก็ถามคำถามนี้ “How do you define yourself?”
วันก่อนมีโอกาสได้คุยกับน้องคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปัญหาและภาระที่น้องกำลังเผชิญอยู่ โดยส่วนตัวแล้วผมพอจะรู้ว่าน้องกำลังเหนื่อยมากเพราะเคยผ่านจุดเหตุการณ์ที่คล้ายกันมาก่อน จำได้ว่าตอนที่ตัดสินใจลาออกจากงานโปรแกรมเมอร์และต้องกลับมาบ้านผมนั่งร้องไห้กับตัวเองอยู่นานหลายชั่วโมง แน่นอนว่ามองย้อนกลับไปผมก็คงยังจะตัดสินใจแบบเดิม เพราะยังเชื่ออยู่ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่การเข้าใจว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไม่ได้ทำให้ความเจ็บในหัวใจลดน้อยลงไปซะเมื่อไหร่ ผมร้องไห้แล้วก็บอกกับตัวเองว่า “มันเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราตัดสินใจถูกแล้ว”
เมื่อวานช่วงถามตอบคำถามเป็นช่วงที่สนุกดี น้องๆหลายคนที่กำลังอยู่ในวัยยี่สิบกว่าๆ ดวงตาดูมีไฟที่คุกรุ่นพร้อมอยากจะออกไปลุยสนามจริงกันอย่างมาก เห็นแล้วก็อดนึกถึงตัวเองในช่วงวัยนั้นไม่ได้ที่กำลังวิ่งตามหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความฝัน’ ซึ่งในเวลานั้นไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่มีภาพในหัวที่เลือนลางประมาณว่าอยากทำงานที่ท้าทาย มีความหมายกับคนรอบข้าง และทุกเช้าที่ตื่นมาก็จะพร้อมลุยกับมันอยู่เสมอ มันเป็นความฝันที่เลือนลางจนเลื่อนลอย, ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหามาจากไหนไอ้งานหรือสิ่งที่อยู่ในหัวนั้น ผ่านมาถึงตอนนี้เมื่ออายุ 38 ขวบปีก็มองย้อนกลับไปก็ได้แต่อมยิ้ม เพราะถ้าให้บอกว่าตอนนี้ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วไหม? ก็คงใช่ในระดับหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกวันก็ยังคงเป็นความท้าทาย งานก็ยังคงสนุก มีเรื่องให้ต้องทำอยู่ทุกๆวัน ซึ่งที่ผ่านมาตลอดสิบกว่าปีที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานอย่างจริงจังนั้นเส้นทางชีวิตก็ไม่เคยเกิดขึ้นตามที่คิดเอาไว้เลย (ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่ตัวผมเองนี้เส้นชีวิตอย่างยุ่งเหยิงเลย) แต่ในความ ‘คาดเดาไม่ได้’ นั้นเองก็เป็นเสน่ห์ของชีวิต
“เอาหน่า เมื่อเช้าวิ่งมาแล้ว วันนี้ขอกินเลย์สักถุงหนึ่งก็แล้วกัน” “เอาเบอร์เกอร์กับเฟรนช์ฟราย…ขอโค้กซีโร่นะครับ” “วันนี้กินวิตามินเม็ดไปแล้ว ขอสูบบุหรี่สักมวนละกัน” มีครั้งหนึ่งที่นั่งจับไข่คุยกัน…เฮ้ย! จับเข่าคุยกันกับเพื่อนๆเรื่องออกกำลังกาย (แหมเปิดประโยคมาก็มีเสียวซะละ) ถึงเหตุผลว่าทำไมหลายคน รวมถึงพวกเรากันด้วย หลังจากที่ตั้งปฏิญาณซะดิบดีว่าจะกลับมาดูแลสุขภาพตัวเองแบบเป็นจริงเป็นจัง หลายคนก็ทำได้ต่อเนื่องสักพักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เริ่มเถลไถลออกนอกลู่นอกทางในที่สุด (มีส่วนน้อยที่ทำจนกลายเป็นนิสัยแล้วก็ดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง….อะ ปรบมือสิครับ)
วันก่อนมีโอกาสได้นั่งคุยกับน้องคนหนึ่งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’ น้องเล่าให้ฟังว่าตอนนี้อาชีพการงานก็โอเค งานไม่แย่ เจ้านายก็ดี ครอบครัวก็ไม่ได้เดือดร้อน เงินเก็บก็พอมีบ้าง แฟนก็ดีเข้าใจกัน มีเวลาว่างก็ไปเที่ยวนู้นี้ตามประสา แล้วเขาก็บอกว่า “แล้วทำไมผมยังรู้สึกไม่มีความสุข มันขาดอะไรไปเหรอ?”