SOPON’S BLOG
“สุขมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และสงบมากขึ้น” : เปิดประสบการณ์ ‘No Spend Year’ ของนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยกับปี 2024 ที่ตัดค่าใช้จ่ายเหลือแค่ที่จำเป็น
November 28, 2024
ด้านมืดของ ‘บริโภคนิยม’ จากสารคดี ‘Buy Now! The Shopping Conspiracy’ มนุษย์โหมบริโภค โลกจึงกลายเป็นกองขยะ
November 27, 2024
อย่าให้สังคมกำหนดว่าเรา ‘ต้องมีอะไร’ ถึงจะมีความสุข
November 27, 2024
แม้ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายมีทุกวัน : 5 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมด้านการเงิน เมื่อตลาดแรงงานไม่มั่นคง
November 27, 2024
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่วางหินวันละก้อน
November 26, 2024
Facebook Twitter Youtube Instagram Medium Bootstrap
SOPON’S BLOG

Type and hit Enter to search

  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Tech
    • Business
    • Thoughts
    • Science
    • Startups
    • Lifehack
    • People
    • Travel
    • Inspiration
  • Podcast
  • About
  • Contact
  • Follow
    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Blockdit
    • Telegram
Tech

Here to help – AI อยู่นี่แล้วนะคุณลูกค้า

sopons
October 31, 2020 2 Mins Read
761 Views
0 Comments

“กรุณารอสักครู่…สายของคุณสำคัญกับเรา…ติ้ง ตุ้ง ติ้ง ตุ้ง ติ้ง…”

เสียงตอบรับอัตโนมัติดังมาทางสายโทรศัพท์ มันเป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดีสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างเราเมื่อโทรเข้าไปสอบถาม ร้องเรียน แนะนำ และขอความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับบริษัททั่วไป การถือสายรอพูดกับเจ้าหน้าที่ถือเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เพราะจำนวนพนักงานฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Service) นั้นดูเหมือนไม่เคยเพียงพอต่อจำนวนสายที่เรียกเข้ามา ครั้นจะเพิ่มพนักงานก็เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร ในตอนนี้บริษัทน้อยใหญ่จึงหันมาพึ่งพา AI (Artificial Intelligence) เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างและเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการลูกค้าไม่ให้รู้สึกว่าโดนทอดทิ้งและได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่

บริษัท Ocado (ออนไลน์ซุปเปอร์มาเก็ตของอังกฤษ) ได้รับอีเมลประมาณ 10,000 ฉบับต่อวันจากลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือ และตอนนี้พวกเขาเริ่มดึง AI เข้ามาเพื่อช่วยจัดเรียง ตรวจสอบและจำแนกอารมณ์ในอีเมลเหล่านี้ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องที่ด่วนที่สุดก่อน (ตามการใช้คำพูดต่างๆในเมล) หลังจากนั้นก็โยกคำร้องเรียนต่างๆไปให้เจ้าหน้าที่เฉพาะทางที่เป็นมนุษย์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เจาะลึกในแต่ละเรื่องอีกทีหนึ่ง มันเป็นการทำงานที่พึ่งพากันเพื่อให้เจ้าหน้าที่นั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นการลบมนุษย์ออกจากภาพทั้งหมดอย่างที่หลายคนคิด บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาสัญชาติอเมริกาอย่าง Gartner คาดว่าภายในปี 2021 จำนวนการโต้ตอบระหว่างลูกค้ากับ AI ทั่วโลกโดยไม่มีเจ้าหน้าที่มนุษย์เลย จะเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากตอนนี้เป็น 15% และภายในปี 2019 มากกว่า 40% ของการโต้ตอบกับลูกค้าจะมี AI เป็นส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

คลื่นความเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยี AI นำมานั้นจะสร้างผลกระทบต่องานบริการลูกค้าคล้ายกับตอนที่โทรศัพท์เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายนั้นแหละ ก่อนยุครุ่งเรืองของโทรศัพท์ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 20 ทางเลือกที่เร็วที่สุดในเวลานั้นสำหรับการโต้ตอบระหว่างเจ้าหน้าที่กับลูกค้าคือการส่งจดหมายติดสแตมป์ (ลองคิดแบบนี้แล้วมันนานยิ่งกว่าการถือสายรอเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ติด) โทรศัพท์ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น AI จะยิ่งช่วยให้มันดีมากยิ่งขึ้น เพราะความสามารถอย่างแรกของ AI คือมันตอบสนองความต้องการพื้นฐานของลูกค้าในจำนวนมากๆได้อย่างรวดเร็ว คอยตอบคำถามเบื้องต้น คัดแยกก่อนส่งไปให้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง ยิ่งตอนนี้ช่องทางในการติดต่อกับบริษัทถูกขยายออกไปหลายช่องทาง ทั้งโทรศัพท์ อีเมล เมสเสสแอพพลิเคชั่น รวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆด้วย และเราก็เริ่มคุ้นเคยกับระบบโต้ตอบอัตโนมัติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งจากผลสำรวจแล้วชาวอเมริกันที่คุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ทกว่า 40% นั้นถ้าเลือกได้อยากใช้บริการแบบอัตโนมัติมากกว่า เพราะมันไม่ยุ่งยากและหลายครั้งสิ่งที่พวกเขาต้องการทำเป็นงานง่ายๆที่ไม่ซับซ้อนอะไร

ผู้ช่วยดิจิตอลแบบนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาด บริษัทหลายแห่งทั่วโลกพยายามสร้าง “bots” ขึ้นมาเพื่อช่วยในงานตอบคำถามลูกค้า ถึงแม้ว่าขีดการทำงานของมันยังจำกัดถ้าเทียบกับเจ้าหน้าที่มนุษย์ในตอนนี้ โดยบอทเหล่านี้โดยส่วนมากแล้วก็ใช้ AI ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง พวกมันถูกฝึกโดยใช้ข้อมูลจากบันทึก (logs) จากการตอบโต้ระหว่างลูกค้าและเจ้าหน้าที่ครั้งก่อนๆ โดยยิ่งมีข้อมูลเหล่านี้มากเท่าไหร่ บอทเหล่านี้จะสามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้นได้เรื่อยๆ ซึ่งเจ้าบอทเหล่านี้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานของพนักงานได้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่าง China Merchants Bank ที่สร้างบอทขึ้นมาบนแอพพลิเคชั่น WeChat เพื่อคอยตอบคำถามลูกค้ากว่า 1.5 – 2 ล้านคำถามต่อวัน เทียบกันแล้วมันเป็นงานที่ต้องใช้มนุษย์มากกว่า 7 พันคน หรืออย่างที่ Ceasars โรงแรมและคาสิโนใหญ่ของ Las Vegas ก็มีการใช้พนักงานต้อนรับดิจิตอล (ชื่อ Ivy) เพื่อคอยตอบคำถามลูกค้าทางข้อความมือถือ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากมากก็จัดการเองได้เลย แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็จะมีพนักงานต้อนรับที่เป็นมนุษย์คอยรับไม้ต่ออยู่ด้านหลัง ด้วยวิธีการนี้สามารถลดจำนวนสายโทรศัพท์ที่ลูกค้ายกโทรถามได้มากกว่า 30% เลยทีเดียว หรืออย่างในประเทศไทยเองก็มีน้องมะลิของเครือข่ายโทรศัพท์ ​True ที่เป็นผู้ช่วยดิจิตอลเวลาเราโทรเข้าไปก็จะช่วยตอบคำถามเบื้องต้นให้ได้สบายๆ


อีกอย่างหนึ่งที่ AI สามารถทำได้เป็นอย่างดีคือการแยกแยะเสียงของลูกค้า เพราะเสียงของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน (เหมือนลายนิ้วมือ) หลายบริษัทกำลังทดลองใช้เทคโนโลยี “Voice-Printing” เพื่อตรวจยืนยันตัวตนลูกค้าว่าถูกต้องรึเปล่า หรือเป็นมิจฉาชีพที่ขโมยข้อมูลมาเพื่อทำธุรกรรมอย่างไม่ถูกต้อง มันเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างมีประโยชน์โดยเฉพาะกับธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน

มีธนาคารหนึ่งที่ประเทศออสเตรเลียกำลังทดลองใช้เทคโนโลยี AI ที่คอยฟังการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่กับลูกค้าระหว่างการปล่อยเงินกู้ ถ้าเกิดสมองกลเห็นว่าเจ้าหน้าที่ลืมแจ้งหรือแจกแจงรายละเอียดไม่ครบก็กระโดดเข้ามาร่วมวงสนทนาแล้วอธิบายให้ทันที บางบริษัทใช้ AI เพื่อแนะนำคำตอบสำหรับคำถามที่ลูกค้าส่งเข้ามาทางอีเมล เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสในการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นก่อนส่งกลับไปหาลูกค้า สายการบิน ​KLM ใช้เทคนิคนี้เพื่อตอบคำถามลูกค้าทางเมลได้มากถึง 1.2 แสนฉบับ/อาทิตย์ มากขึ้นเท่าตัวจากเมื่อก่อน โดยจ้างพนักงานเพิ่มอีกแค่ 6% มันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้นอีกมหาศาลแลกกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

มีบริษัทอีกหลายแห่งที่ใช้บริการ AI เพื่อคอยฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่กับลูกค้าแล้วประเมินการทำงานและเสนอวิธีการพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น ที่สำคัญมันเกิดขึ้นแบบ Real-Time เป็นฟีดแบคทันทีระหว่างการพูดคุยในแต่ละครั้ง บริษัท AI สตาร์ทอัพ Cogito (ที่ให้บริการแก่บริษัทประกันใหญ่ๆอย่าง Humana กับ MetLife) โฟกัสการทำงานของสมองกลเพื่อเฝ้าดู “อาการล้าในการแสงความเห็นอกเห็นใจ” (Compassion Fatigue) ของเจ้าหน้าที่ พูดอีกอย่างหนึ่งคือเจ้า AI พวกนี้จะคอยดูระดับอารมณ์ของการสนทนาแต่ละครั้งว่าเป็นไปด้วยดีไหม ลูกค้าใช้คำพูดแบบไหน โทนเสียงยังไง เจ้าหน้าที่มีการขึ้นเสียงรึเปล่า ใช้คำพูดแบบไหน หรือแม้แต่ความเร็วในการตอบล้วนเป็นตัววัดที่สำคัญ ถ้า AI เริ่มรู้สึกว่ากำลังจะเกิดปัญหา มันจะรีบเตือนแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเลยว่าให้ใจเย็นๆและให้แสดงความเห็นใจกับลูกค้าให้มากขึ้น Joshua Feast CEO ของ Cogito บอกว่าตำแหน่งงานฝ่ายดูแลลูกค้ามีอัตราการลาออกที่สูงเพราะว่าเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือหรือคำแนะนำที่ดีเพื่อพัฒนาตัวเองเลย


บริษัทส่วนมากแล้วจะเลือกซื้อบริการ AI จากบริษัทด้านนอกเพราะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่าง MetLife เองก็บอกว่าการที่พวกเขาใช้บริการ AI ของ Cogito ในส่วนของฝ่ายบริการลูกค้าและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากถึง 20% แต่ก็มีอีกหลายบริษัทที่มีขุมกำลังความรู้ที่สามารถสร้าง AI ของตัวเองเพื่อตอบโจทย์ที่เฉพาะเจาะจง ยกตัวอย่าง Netflix ที่มี AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าว่าดูหนังเรื่องไหนบ้าง หลังจากนั้นก็เอามาวิเคราะห์เพื่อช่วยแนะนำหนังที่ลูกค้าน่าจะสนใจ เหมือนกันกับ Spotify และ Amazon แค่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป อย่าง Uber เองก็มีระบบ AI ที่คอยตอบคำถามทางอีเมล หลังจากนั้นก็ส่งทางเลือกในการแก้ไขปัญหาไปให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งขบวนการทั้งหมดสามารถย่นระยะเวลาการทำงานได้เกือบ 10%

อาจจะมีคำถามว่าถ้าเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีผู้ช่วยอย่าง AI เพื่อลดงานหนักๆลง แล้วจะทำยังไงกับเวลาที่เหลือในมือหล่ะ? คำตอบ (และความหวังของเจ้าของบริษัท) คือใช้มันเพื่อขายบริการอื่นๆให้กับลูกค้า เพิ่มรายได้ให้กับบริษัท อย่างสายการบิน KLM ก็สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำหลังจากที่เจ้าหน้าที่มีเวลาช่วยตอบคำถามและเสนอบริการอัพเกรดแบบต่างๆให้ผู้โดยสาร แต่จุดนี้ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นกันเพราะไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่พอใจกับการเสนอขายกันซึ่งๆหน้าแบบนี้

อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า AI นั้นกำลังจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของการขาย Facebook, Google, Amazon, Microsoft ฯลฯ ต่างใช้ AI เพื่อการโฆษณายิงตรงให้กับลูกค้าในกลุ่มเฉพาะเจาะจงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แถมยังได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากอีกด้วย ตอนนี้ก็เริ่มขยายวงออกไปสู่วงการธนาคารอย่าง Goldman Sachs ธนาคารเพื่อการลงทุนของประเทศอเมริกาก็ใช้ ​AI เพื่อศึกษาพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างๆเพื่อนำเสนอกองทุนที่น่าสนใจและความเสี่ยงใกล้เคียงกันให้กับลูกค้า หรือ Ivy ของโรงแรม Ceasars ก็ใช้ AI เพื่อคาดคะเนค่าใช้จ่ายของลูกค้าโรงแรมแต่ละคนแล้วก็นำเสนอโปรโมชั่นต่างๆทางโทรศัพท์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการขายแบบเจาะจงและทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการเอาใจใส่และกลับมาใช้บริการอีกเรื่อยๆ


มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2019 จำนวนพนักงานของฝ่ายบริการลูกค้าจะลดลง 10% เพราะการเข้ามาของ AI ซึ่งนั้นก็หมายความว่าปริมาณงานก็จะเพิ่มขึ้นสำหรับคนที่เหลืออยู่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างสมดุลย์ในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในเชิงลึกยังไงก็ต้องอาศัย “มนุษยสัมพันธ์” อยู่ดี สมองกลก็ยังคงเป็นสมองกลที่ช่วยแก้ปัญหา แต่ถ้าให้มันมาเอาใจใส่มนุษย์ก็คงเป็นเรื่องที่เกินกำลังไปหน่อย

ต่อไปเราก็จะเห็น AI มากขึ้นเรื่อยๆในชีวิตประจำวัน Amazon เพิ่งเปิดตัวซุปเปอร์มาเก็ตที่ไม่มีพนักงานขาย ลูกค้าเดินเลือกสินค้า หยิบใส่ตะกร้า แล้วก็เดินออกจากร้านได้เลย โดยค่าใช้จ่ายทุกอย่างก็หักผ่านบัตรเครดิตที่มีอยู่ในบัญชี บริษัท Metro Group ร้านค้าปลีกประเทศเยอรมันก็มีระบบที่คล้ายคลึงกัน พวกเขาคาดว่าการเช็คเอาท์โดยไม่ต้องใช้พนักงานขายและใช้เพียง AI และเทคโนโลยี Computer Vision แบบนี้จะสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 50 คน/ชั่วโมง ซึ่งมากเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับมนุษย์

บริษัทประกันอย่าง Ping An ในประเทศจีนก็เริ่มใช้ AI เพื่อช่วยให้ลูกค้าเคลมประกันทางแอพพลิเคชั่นเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลูกค้าไม่ต้องโทรเข้าบริษัท เพียงถ่ายรูปจุดเกิดเหตุ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้นกับรถ แล้วใส่รายละเอียดเข้าไปในแอพมือถือก็สามารถนำรถไปเข้าศูนย์ซ่อมได้ทันที ซึ่งการสร้างเทคโนโลยีแบบนี้ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า แม้ว่าจะเป็นเรื่องท้าทายเพราะยังไม่มีใครทำ แต่ก็เป็นไอเดียที่ดีเยี่ยม เพราะต้องจำเอาไว้ว่า AI จะฉลาดขึ้นก็ต่อเมื่อมีข้อมูลในการฝึกฝนตัวเอง ยิ่งเริ่มต้นเป็นเจ้าแรกข้อมูลก็จะเยอะตามไปด้วยและอนาคต AI ก็จะสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยตอนนี้ที่ Ping An มีการเคลมประกันกว่า 15 ล้านครั้งต่อปี โดย 30% ของการเคลมจะถูกดูแลด้วย ​AI มันเป็นการยกการควบคุมทั้งหมดให้ลูกค้าและช่วยให้ลูกค้านั้นเชื่อมโยงกับทางบริษัทได้โดยตรง


ในยุคของ AI ที่กำลังจะมาถึงมีเสียงแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็กลัวว่างานทุกอย่างจะถูก AI แย่งไปจนหมด บ้างก็ถึงกับบอกว่ามันจะลุกฮือขึ้นมาแล้วทำลายล้างเผ่าพันธ์ุมนุษย์เหมือนในภาพยนต์ Sci-Fi ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ความเป็นไปได้ก็ไม่มากเท่าไหร่ จริงอยู่ว่างานบางอย่าง AI อาจจะเข้ามาแทนที่ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีอีกหลายงานที่ AI จะมาช่วยเอื้อประโยชน์และทำให้มนุษย์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น อย่างงานของฝ่ายบริการลูกค้าที่ความต้องการของลูกค้าสูงขึ้นและคาดหวังคำตอบที่รวดเร็วแบบวินาทีต่อวินาที เหมือนกับยุคอุตสาหกรรมที่เครื่องจักรเข้ามาช่วยมนุษย์ในไร่สวนแล้วสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ในอนาคตอันใกล้ ​AI จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ขาดไม่ได้ของมนุษย์ไม่ใช่แค่ฝ่าย Customer Service แต่ในอีกหลายด้านของชีวิตเลยทีเดียว และถ้าประวัติศาสตร์จะสอนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับมนุษย์ ถึงแม้ว่าความสามารถของเราจะเทียบไม่ได้เลยกับเครื่องจักรหรือสมองกล AI แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์มีเหนือกว่าทุกอย่างบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบนี้คือความสามารถในการปรับตัวและเอาตัวรอด และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

Tags:

AIamazonArtificial IntelligencebotsfacebookgooglehelpermicrosoftOcadovoice-printingผู้ช่วยสมองกล

Share Article

Follow Me Written By

sopons

Writer / Columnist (Salmon Books, 101.world, The Matter, Beartai, The People, a day Bulletin, CapitalRead, GQ, Billion Brands)

Other Articles

Previous

ฝันนั้นสำคัญไฉน? ทำไมความฝันจึงจำเป็นในชีวิตของเรา

Next

Making Babies : No egg, no sperm, no problem – เด็กเกิดใหม่ที่ไม่ต้องใช้ไข่และสเปิร์ม

Next
October 31, 2020

Making Babies : No egg, no sperm, no problem – เด็กเกิดใหม่ที่ไม่ต้องใช้ไข่และสเปิร์ม

Previews
October 30, 2020

ฝันนั้นสำคัญไฉน? ทำไมความฝันจึงจำเป็นในชีวิตของเรา

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts

เมื่อ AI ถูกใช้เพื่อต่อกรกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า

by sopons
October 25, 2020

Data, Privacy and Power – ข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และอำนาจ : ใครเป็นเจ้าของข้อมูล รัฐบาล บริษัท หรือผู้ใช้งาน?

by sopons
October 18, 2020

10 เทรนด์กลยุทธทางเทคโนโลยีแห่งปี 2020 ที่แนะนำโดย Gartner

by sopons
October 23, 2020

ถ้า Facebook จะตายหายไปจากโลกนี้?

by sopons
October 23, 2020
SOPON’S BLOG

STUFF WORTH READING

© 2022, All Rights Reserved.

Quick Links

  • Contact
  • About

Category

  • Self-Improvement
  • Technology
  • Business
  • Thoughts
  • Psychology

Follow

Facebook Twitter Youtube Instagram
  • Home
  • Topics
    • Featured
    • Self-Improvement
    • Business
    • Technology
    • Inspiration
    • Books
    • Life Style
    • Startups
    • Thoughts
    • Travel
  • About
  • Contact