สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จมันคงพูดไม่ได้เป็นข้อเดียว แต่จริงๆแล้วผมว่าเรื่องของประสบการณ์ของลูกค้าเนี่ยมันสำคัญ
ถ้าพูดถึง “เต้าหู้ทอด” หลายคนคงจะนึกถึงเต้าหู้ที่เป็นสีเหลืองทอดกรอบๆ และมีกลิ่นถั่วแรงๆจิ้มกับซอสหวานๆแน่ๆ ในตอนเด็กต่ายก็เคยมีโอกาสได้กินเต้าหู้ประเภทนี้และไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จนเมื่อไม่นานมานี้ต่ายได้รู้จักกับ “PIM TOFU” แล้วคำว่าเต้าหู้ทอดของต่ายก็เปลี่ยนไป เรื่องราวของเต้าหู้ทอดเจ้านี้จะเป็นยังไงลองตามไปอ่านกันครับ
โลกาภิวัตน์ทำให้โลกเชื่อมถึงกันได้ง่ายขึ้นทั้งเวลาและระยะทางก็ไม่เป็นอุปสรรคในการที่ของชิ้นหนึ่งจะไปสู่อีกที่หนึ่งหรือเนรมิตร้านค้าในประเทศไทยให้เป็นร้านค้าเกาหลี “Bora Korean Mart เชียงใหม่”
เมื่อวันก่อน ต่ายเห็นข่าวร้านกาแฟร้านนี้บนเพจ cm108 ซึ่งพาดหัวว่าเป็นเด็กหนุ่มสองคนที่เปิดร้านขายกาแฟข้างทางเพื่อหารายได้สำหรับค่าเทอม ในใจย้อนกลับไปคิดถึงตัวเองในวัยเดียวกันสมัยที่ยังเป็นเด็กมหาวิทยาลัยตลอดทั้ง 4 ปี ต่ายก็ทำงานพาร์ทไทม์อยู่ตลอดเช่นกัน เลยรู้สึกว่าอยากมีโอกาสได้ไปนั่งคุยกับน้องๆ อย่างน้อยๆก็อยากเอาเรื่องราวของน้องทั้งสองมาเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อายุยังไม่ยี่สิบจะกล้าออกมาทำอะไรแบบนี้ และน่าจะมีบทเรียนดีๆเป็นกำลังใจให้กับหลายๆคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างตอนนี้อย่างแน่นอน
คุณอ๊อฟ-รักษ์พล ชาญนาวา อดีตนักดนตรีและครูสอนดนตรี และ คุณดาว-ภรัณยา ชาญนาวา อดีตมนุษย์เงินเดือนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ถ้าดูกันตามเนื้อเรื่องแล้วทั้งสองคนแทบจะเรียกได้ว่าห่างไกลจากความเกี่ยวข้องกับร้านอาหารเลยก็ว่าได้ แต่จู่ๆเปิดร้านอาหารเพราะอะไรกัน?
ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษเลยก็ว่าได้เพราะต่ายได้มานั่งคุยกับพี่ๆทั้งสองถึงเรื่องราวความเป็นมาของ “มิ่งมิตร” ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นสาขาแรกว่าต้องผ่านอะไรมาบ้าง อุปสรรคและความท้าทายที่เผชิญและก้าวผ่าน แนวคิดและวิสัยทัศน์ในการทำงานจนทำให้ “มิ่งมิตร” เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งแบบทุกวันนี้ได้
เด็กหนุ่มที่ไม่อยู่นิ่ง ล้มแล้วลุก ล้มแล้วไปต่อ อุปสรรคมาทางไหนก็พยายามปรับให้ตัวเองอยู่รอดได้ ยิมปิด ท่องเที่ยวปิด การปรับตัวแบบไร้กระบวนท่า
การระบาดของโควิดระลอก 3 ทำให้ประเทศไทยเป็นกลายเป็นอัมพาตจนถึงตอนนี้ (ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อาการหนักเดี้ยงมาสักพักหนึ่งแล้วนะ) เชียงใหม่ถือว่าได้รับผลกระทบครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งการตั้งเคอร์ฟิวที่ไม่ใช่เคอร์ฟิว ทั้งการสั่งปิดไม่ให้มีการนั่งที่ร้านแบบไม่มีกำหนด ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่นั้นประสบปัญหากันถ้วนหน้า หลายแห่งต้องมีการปรับ บ้างปรับเปลี่ยนวิธีเข้าถึงลูกค้า เปลี่ยนมุมของการตลาด การออกแบบโปรโมชั่น ไปจนถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนแนวคิดแผนธุรกิจ บางแห่งต้องหาลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อจะประคองธุรกิจให้อยู่รอดผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากตรงนี้ไปให้ได้
การจะหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การคิดว่า “ถ้าเราได้ทำงานที่รัก เราจะไม่รู้สึกว่าทำงานอีกต่อไป” ก็ไม่ถูกซะทีเดียว
คอปเปะปัง ขนมปังที่มีคนมาเข้าแถวรอ ยอมเดินทางมาไกล ๆ เพื่อมาลิ้มรสที่เมืองโมริโอกะ หากเปรียบกับขนมบ้านเราก็จะเหมือนขนมปังไส้สังขยาที่ขายตามรถเข็น แต่ที่ญี่ปุ่นเปิดขายเป็นร้านจริงจังและมีให้เลือกหลายไส้มาก ๆ
ความเด็ดนอกจากไส้มากกว่า 50 ไส้แล้ว ตัวขนมปังที่มีรูปทรงแหมือนรถยุโรป มีความนุ่มแบบที่ไม่มีร้านใดเลียนแบบได้ จึงทำให้เจ้าของกิจการไม่กลัวว่าจะมีใครทำได้เหมือน
ร้านนี้มีประวัติมายาวนานตั้งแต่ปี 1948 คือมีอายุประมาณ 70 ปีแล้ว โดยมาเริ่มทำ คอปเปะปังในปี 1975 เนื่องจากมีโอกาสเข้าไปขายขนมปังที่โรงอาหารในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จึงพยายามคิดค้นขนมปังที่ผลิตได้ในราคาถูก และสามารถทำให้นักศึกษากินแล้วอิ่มได้ ตอนเริ่มต้นมีเพียง 2-3 ไส้ วันนี้ก็ยังมีนักเรียนตามมาอุดหนุนกันมากมาย